close
FOLLOW US ON 

ขึ้นเขา ขึ้นภู ดูทะเลหมอก

“แม่ฮ่องสอน” ยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม “ปางมะผ้า ขุนยวม เมืองแม่ฮ่องสอน” การท่องเที่ยวแบบครบวงจร

เริ่มต้อนฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะปีใหม่แล้วเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ ว่าไหมคะท่านผู้อ่าน ห่างหายกันไปนานไม่ได้มาทักทายกันเลย ครั้งนี้มาก็ขอหอบเอาบรรยากาศดีช่วงหน้าหนาวมาฝากสักหน่อยนะ ทางผู้เขียนได้มีโอกาสไปสัมผัสลมหนาวที่เมืองสามหมอก เมื่อวันที่ 7,8และวันที่ 9 ที่ผ่านมา เป็น งานกิจกรรมเปิดตัวชุมชนท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน   “แม่ฮ่องสอน” ยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม ใน 3 อำเภอแห่งประวัติศาสตร์ “ปางมะผ้า ขุนยวม เมืองแม่ฮ่องสอน” จัดกิจกรรมให้ชุมชนช่วยการท่องเที่ยวแบบครบวงจร

จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่งโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ และธรรมชาติในแถบเทือกเขารอยต่ออำเภอปางมะผ้า ปาย และเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีสภาพป่าเขา ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สวยงาม มีถ้ำอยู่จำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีมนุษย์ถ้ำโบราณอาศัยอยู่เป็นเวลานานมาแล้ว นอกจากนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังมีประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือ สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลมาตั้งฐานทัพบริเวณอำเภอขุนยวม ทำให้เกิดประวัติและเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับชาวญี่ปุ่น

 

ประวัติศาสตร์ทั้งสองด้านของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการบอกเล่าเรื่องราว ถ่ายทอด โดยผู้ที่อยู่ในชุมชน เองบอกเลยคะว่าไม่เสียเที่ยวในการมาเที่ยวจริงๆ ประจวบเหมาะกับช่วงนี้กระแสและความนิยม การท่องเที่ยวโดยชุมชน “Community Based Tourism” ก็ได้รับความนิยมและได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ เป็นการท่องเที่ยวที่น่าสนับสนุเพราะเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นถิ่น ทำให้ผู้ที่มาเยือนได้ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ของชุมชน รวมถึง กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้เกิดประโยชน์แก่คนในท้องถิ่น ในมิติที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของ เป็นผู้รับผิดชอบ และทำหน้าที่จัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยชุมชนเอง รวมถึงเป็นการยกย่อง เชิดชูภูมิปัญญาชาวบ้านที่เกิดจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของชุมชน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562
เริ่มต้นการเดินทางเดินครั้งนี้ ด้วยเครื่องบิน ที่สนามบินดอนเมือง ด้วยเที่ยวบินประมาณตี 5 ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 1 ชม. เห็นจะได้ค่ะ ก็ถึงสนามบินเชียงใหม่เช้าพอดีเลย อากาศสดชื่นสุดๆเลยค่ะ มองซ้ายมองขวา เห็นน้องทีมงานยื่นรอรับอยู่ ด้วยหน้าตายิ้มแย้ม จะรออะไรละคะ ก็รีบขึ้นรถ เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอนกันเลย
จากเครื่องบิน ก็มาต่อกันด้วย รถตู้จาก เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน รถตู้มารับออกจากสนามบินเดินทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดินทางก็ได้ชมข้างทาง ช่างสวยงามจริงๆค่ะ หลายๆท่านที่เคยมา คงนึกออกว่าความสวยงามจะมากขนาดไหน ใช่ไหมละคะ แต่หากท่านใดยังไม่เคยมา วันนี้ก็มีภาพมาฝากให้ชมกันเล็กน้อย พอหอมปากหอมคอ ครั้งนี้ชมรูปไปก่อน แต่อย่าลืมหาโอกาสเพื่อไปเที่ยวชมให้ได้นะคะ เดินทางมาสักพัก ก็ถึงเริ่มหิวแล้ว ก่อนเข้าไปชมธรรมชาติ ในถ้ำลอด ก็หยุดแวะรับประทานอาหารกลาง ที่ ร้านครัวนอร์ทเทอร์นฮิลล์ ทางร้านได้จัดเมนูอาหารไว้ให้เรียบร้อย อิ่มหายหิว อยากหลับมากๆค่ะ แบบที่คำที่เคยได้ยินกันว่า หนังท้องตึงหนังตาหย่อน ได้หมอนสักใบคงดี ก็อาหราอร่อยๆ แบบท้องถิ่น ชวนลิ้มลองจริงๆ เช่นเมนู ไก่อุบ ผัดเห็ดดินด้าน น้ำพริกหนุ่ม ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของที่นี่มีรสชาติอร่อยมากคะ

หลังจากที่ทานอาหารเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทางไปที่ ถ้ำลอน อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฉ่องสอนเมื่อทางคณะก้าวเท้าแรกลงไปจากรถ ก็ได้ยินเสียงกล่าวคำว่า สวัสดีครับ/ค่ะ สวัสดีจ้าว น่ารักมากๆว่าไหมคะ หลังจากเสียงสวัสดีแล้ว ก็เริ่มได้ยินเสียงดนตรี หันไปดู เห็น ฆ้องราว (ฆ้องราว เป็นอัตลักษณ์ของชาวไทใหญ่) ชวนให้ ครึกครื้นมากๆเลยค่ะข้างหน้า เครื่องดนตรี ก็ได้พบกับ การแสดงโต ในการแสดงโต เป็นการแสดง โดยใช้ผู้ชาย ๒ คนเล่น คนหนึ่ง เชิดทางหัว ส่วนคนที่สอง เชิดทางหาง คล้ายๆ การเชิดสิงโตของจีนนั้นเอง ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแล้ว ก็มานั้งฟังเรื่องราว เกี่ยวกับ ประวัติเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ แหล่งธรรมชาติ และอื่นๆที่มีความสำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่ง ฟังเรื่องเล่าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟังแล้วก็ต้องปฏิบัติจริงค่ะ ช้าทำไมละคะเข้าไปดูบรรยากาศใน ถ้ำลอดกันดีกว่า ก่อนเดินเข้าตรงบริเวณปากทาง ถ้ำลอดจะมีชาวบ้านยืนรอพร้อมถือตะเกียงเจ้าพายุ เพื่อนำทางนักท่องเที่ยวทุกท่านที่มาชมธรรมชาติ ภายในถ้ำ สวยงามมากๆ เดินไปตามสะพานไม้ไผ่ สักพัก ก็จะเจอกับหินรูปทรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รูปหินที่สวยงามนี้บางรูป มีรูปแลดูก็เหมือนบล็อกโคลี่นะ ก็จินตนาการไปเลือนๆ เพราะหินแต่ละก้อน ความงดงามไม่เหมือนกัน รูปทรงก็แตกต่างกันด้วย

 


หลังจากที่เดินเข้าไปหินงอก หินย้อย รูปทรงต่างๆเสร็จแล้ว ก็ ต่อด้วย เดินขึ้นบันไดประมาณ 95 ขั้นนะคะ ความงดงามก็จะได้อีกบรรยากาศเลยค่ะ เมื่อขึ้นไปแล้วก้มลงมาจะเห็นหินเป็นเหมือนรูปตุ๊กตาสวยมากหลังจากชื่นชม (ถ้ำ2) โซน 2 เสร็จก็เดินลงจากบันไดเพื่อไปชม(ถ้ำ 3) โซน3 ด้วยการนั่งแพไม้ไผ่ ที่ชาวบ้านเตรียมไว้สำหรับ บริการนักท่องเที่ยว 1ลำ นั้งได้ 3 ท่านนะคะ นั่งชมความงามกันแบบสบายๆได้เห็นปลามากมายที่อยู่ในถ้ำ พากันว้ายมาหา เหมือนบอกว่า ยินดีตอนรับ เพลินไปอีกแบบ นั่งแพไปสักพัก จะเห็นจุดชมวิวที่สวยมาก ว่าแล้วก็ขอเก็บรูปมาฝากนะคะ ถ่ายออกมาอาจไม่สวย เท่ากับสถานที่จริง เพราะด้วยฝีมือยังไม่ถึงขั้นเท่าไหร่ อย่าว่ากันนะ รูปกับวิวสวยๆ นิดๆ หลังจากนั้นชาวบ้านที่ถือตะเกียงก็พาเดินเข้าถ้ำ ในถ้ำ นี้จะเห็นโรงศพของผีแมน หลังจากนั้น ก็ได้นั่งแพ ออกจากถ้ำกับบรรยากาศที่เงียบได้ยินเสียงหยดน้ำ จากบนถ้ำหยดลงน้ำ เสียงปลาไหว้น้ำเพื่อมาส่ง เมือแพถึงทางออกก็เดินไปขึ้นรถเพื่อออกเดินไปที่พัก เพื่อทานข้าวแล้วก็เข้านอนเตรียมตัวออกเดินทางพรุ่งนี้ กันต่อ
วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562
ตื่นตี 5 ครึ่งออกเดิน ทาง 6 โมงเช้า เริ่มจากการ ไปหาอาหารเช้าแบบพื้นเมืองรับประทานที่ บ้านจ่าโบ่ เมนูที่บ้านจ่าโบ่ อำเภอปาย จ.แม่ฉ่องสอน ก็จะมี ข้าวต้ม ข้าวผัด น้ำพริกมูเซอ กินคู่กับผักหลากหลายชนิด อร่อยไปอีกแบบ ได้ท่านอาหารที่แสนอร่อยแล้ว ยังได้อิ่มเอมกับบรรยากาศ หมอกยามเช้า ภูเขาสวยๆ หลังจากนั้นก็ที่ขาดไม่ได้เลย ก็ต้อง เก็บภาพคู่กับวิวสวยๆ สักหน่อยนะคะ เดินออกไปเพื่อไปขึ้นรถก็อดที่จะแวะชมของฝากของชาวบ้านไม่ได้ ด้วยความสวยงามของสีสัน ที่ชวนให้หยุดแวะชม สอบถามดูแม่ค้าบอกว่า เสื้อที่เห็นนะเย็บเองนะจ๊ะ ฝีมือล้วนๆเลยละ ติดไม้ติดมือกันคนละชิ้นสองชิ้น เพื่ออุดหนุนการท่องเที่ยวแบบชุมชนสักหน่อย พอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็ออกเดินทางไปชม ความงาม ที่ ทุ่งบัวตอง


เมือเดินทางมาถึง ทุ่งบัวตอง อำเภอขุนยวม แม่ฮ่องสอน ก็ตื่นเต้นมาๆ เพราะฝนตกพอดี แต่ด้วยความสวยงามของ ทุ่งบัวตอง ที่บานสะพรั่ง ชวนเหลือเกินให้ลงจากรถ ไปชมความงาม ไปเก็บภาพ มาฝาก ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ สมใจ สวยงามสุดๆ ใครยังไม่ได้มา ก็ต้องหาเวลามาให้ได้นะ ความสวยงามกับบรรยากาศสดชื่นชวนให้ถ่ายรูปสวยๆมาเยอะเลย หลังจากที่ชมความงามของทุ่งบัวตอง เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินทางต่อ ไปรับประทานอาหาร เที่ยงกันที่ ร้านเฮินปิลันธน์ แม่ฮ่องสอน เมนูที่นี่จะมี แกงแค
ซ่าถั่วป๋อง (ถั่วพู)  ซ่า = ดิบ โก๋ = สุก ข้าวส้ม  จิ้นลุง ปลาจอ  หนังปอง(หนังควาย หรือ หนังวัว) อร่อยมากค่ะ นอกจากทานอาหารแล้ว ยังได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมพื้นเมือง ของชาวบ้านเมืองปอน ทานข้าวอิ่มก็ได้เวลา

เดินทางไปต่อ ที่วัดต่อแพ วัดต่อแพ ตั้งอยู่ที่ บ้านต่อแพ ตำบลแม่เงา จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมน้ำ นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดที่จะเข้าชมให้ได้ สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ของแม่ฮ่องสอน ที่ยังมีความงดงามและยังคงรักษาบรรยากาศแบบไท ไทยใหญ่ ไว้อย่างน่าสนใจ มากๆ ด้วยประวัติที่ไม่ธรรมดาของวัดต่อแพ เล่ากันว่า วัดต่อแพ เดิมเป็นวัดร้าง มีเจดีย์เก่าๆ ที่เหลือเป็นซากอิฐจำนวนมาก ต่อมมามีพระพม่า มาจำวัดอยู่ ชาวบ้านจึงได้ตั้งที่นี่เป็นสำนักสงฆ์ในปี พ.ศ.2461 จากนั้นก็มีพ่อค้าจีนที่มาพักบริเวณนี้ เพื่อจะต่อแพ บรรทุกข้าวสารไปขายยัง แม่สะเรียง ได้รวบรวมปัจจัยทำนุบำรุงวัดให้ดีขึ้น
สิ่งน่าสนใจภายในวัดต่อแพ
1. เจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ วิหารแบบไทยใหญ่ ทั้งเจดีย์และวิหารตั้งเด่นอยู่กลางลานวัดโดยมีกำแพงแก้วล้อมรอบเจดีย์มีสถาปัตยกรรมแบบมอญตั้งอยู่บนฐานแปดเหลี่ยม ที่ส่วนยอดประดับฉัตรโลหะเจ็ดชั้น ตั้งอยู่คู่กับวิหารโถงซึ่งเป็นศิลปะไทยใหญ่ มีหลังคาซ้อนหลายชั้นอย่างวิจิตรพิสดาร แสดงให้เห็นฝีมืออันประณีตของช่างไทยใหญ่ในยุคนั้น
2. ศาลาการเปรียญ เป็นสถาปัตยกรรมพม่าผสมไทยใหญ่ที่สวยงามมาก สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีความกว้าง 30 ม. ยาว 25 ม. หลังคาแยกเป็นหลังๆ ซ้อนเป็นชั้นๆ มุงด้วยสังกะสี ประดับโลหะฉลุลายอย่างสวยงาม
3. ผ้าม่านโบราณ ชาวพม่านำมาถวายให้เป็นสมบัติของวัด ผ้าม่านผืนนี้มีอายุร้อยกว่าปี เป็นศิลปะแบบพม่า ปักดิ้นทองลานนูนประดับด้วยทับทิมกับอัญมณีที่มีค่าแสดงเรื่องราวพระเวสสันดรชาดก ปัจจุบันผ้าม่านโบราณผืนนี้จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์บนจอง 4. อาคารสถาปัตยกรรมไทยใหญ่ เป็นอาคารขนาดเล็กต่างๆ ที่ตั้งอยู่ภายในวัด ได้แก่ ถาน(ส้วม) ศาลาสรงน้ำ ศาลาบ่อน้ำซึ่งล้วนมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น คือ มีหลังคาซ้อนเป็นชั้นๆ ประดับด้วยไม้แกะสลักอย่างสวยงาม


จุดเด่นอีกอย่างคือ การขับรถ ATV ชมบรรยากาศ สนุก ได้ความรู้ ครบรูปแบบจริงๆกับกิจกรรม Fam Trip ครั้งนี้ ยังไม่อยากไปไหนเลย แต่ด้วยเวลา กำหนด ก็ต้องออกเดินทางไปชมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเมืองปอนหมู่ที่ 1 อำเภอขุนยวม ที่นี่มีสวนสมุนไพร ให้ได้ศึกษามากมาย การนวดแบบไทยๆนอกจากจะมีการนวดแล้วยังมีมาร์คหน้าแบบไทยๆ ด้วยวิธีชาวบ้านนะคะ
หลังจากนั้นก็ได้ออกเดินไปชมพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น เข้าชมวิดีทัศน์ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ชุมชนและความสัมพันธ์กับกองทัพทหารญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่กับชุมชนบ้านขุนยวม พร้อมกับเยี่ยมชมอุปกรณ์เครื่องใช้และอาวุธของทหารญี่ปุ่นที่เก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ โดยมี การแนะนำประวัติความเป็นมา สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่ชมวิดีโอเสร็จวิทยากรประจำศูนย์ ก็พาไปชมอาวุธสงคราม ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เสื้อผ้าชุดทหารญี่ปุ่น หลังจากที่ชมสถานที่นี้เสร็จก็ได้เวลาเดินทางไปเพื่อที่พัก เพื่อเก็บของ และเตรียมตัวแต่งชุดสวยๆ ไปร่วมงาน

เปิดตัวหมู่บ้านการจัดการท่องเที่ยวหมู่บ้านเชิงประวัติศาสตร์ ต้องมนต์เมืองสามหมอก เสน่ห์เมืองแห่งชาติพันธุ์
ประธานเปิดงานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติ จาก ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด พร้อมด้วย นายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานแม่ฮ่องสอน วัฒนธรรมจังหวัด และผู้แทนหอการค้าจังหวัด เข้าร่วมพูดคุยแรกเปลี่ยนพร้อมให้ข้อมูล แกผู้ร่วมงาน และสื่อมวลชน พร้อมชมการแสดง สวยงามมากๆค่ะ

9 พฤศจิกายน 2562
วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้วนะคะ กับการท่องเที่ยวที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน กับ กิจกรรม Fam Trip แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เส้นทางเดินทัพทหารญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ในวันนี้ ตื่นตั้งแต่ตี 5 เลยค่ะ เพื่อเตรียมตัวอาบน้ำแต่งตัว เพื่อไปใส่บาตร ชมวิถีชาวเมือ ประมาณ 6 เช้า หลังจากที่ใส่บาตรเสร็จก็เดินเข้าไปชมในตลาดสักหน่อย ดูว่ามีอะไรบ้าง จากนั้นก็ออกเดินทางต่อไปที่ วัดพระธาตุดอยกองมู เมืองสามหมอก จ.แม่ฮ่องสอน เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาช้านาน ตั้งอยู่บนดอยกองมู วัดปลายดอยประกอบ ด้วยพระธาตุเจดีย์ที่สวยงาม 2 องค์ พระเจดีย์องค์ใหญ่สร้างโดย จองต่องสู่ เมื่อ พ.ศ. 2403 เป็นที่บรรจุพระธาตุของ พระโมคคัลลานะ เถระ ซึ่งนำมา จากประเทศพม่า ส่วนพระธาตุเจดีย์องค์เล็กสร้างเมื่อ พ.ศ. 2417 โดย พระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอน คนแรก

อ่านต่อ

น้ำตกอุ่น อุทยานแห่งชาติภูซาง จ.พะเยา

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน พาไปรักทรัพยากรป่าไม้และน้ำตกอุ่นในเขตอุทยานแห่งชาติภูซาง จ.พะเยา

ทักทายเช้าวันจันทร์ที่ 4พฤศจิกายน2562 วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน มีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังนะจ๊ะ เมื่อวันเสาร์ที่ 2พฤศจิกายน2562 ที่ผ่านมาพี่หนุ่ม-สุทน เดินทางไปพักแรมในอุทยานแห่งชาติภูซาง ด้านเขตบ้านธาตุภูซาง ต.ภูซาง อ.ภูซางจ.พะเยาและขอบอกว่าน่ารักมากครับ น่ารักไปพักผ่อนฮิๆ ใช้คำพูดใหม่ น่ารักจ้าน่าสัมผัสอากาศเย็นๆ นอนหลับสบายๆ และมีอาคารเป็นเรือนพักรวม พักได้เป็นหมู่คณะหรือบ้านพักก็มี ถ้าชอบพักผ่อนแบบกางเต้นท์ก็ได้ครับ สำหรับครั้งนี้พี่หนุ่ม-สุทนขอแนะนำเส้นทางรักษาธรรมชาติป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ก็น่ารักเช่นกันค่ะ ที่รักทรัพยากรป่าไม้

 

 

โดยเริ่มต้นจุดแรกก่อนเป็นสวนใต้ร่มไม้ขนาดใหญ่ริมธาราและน้ำตกอุ่นไหลลงเป็นธาราแม่น้ำเปื่อยฮ่าๆ ชื่อแปลกนะ

 

ข้ามสะพานจุดชมวิวและถ่ายภาพความสวยของธรรมชาติ เสร็จแล้วก็เดินขึ้นไปตามชั้นบันไดว้าวว้าว ออกกำลังกายพอเหนื่อยๆ และหยุดดูต้นไม้สูงใหญ่อายุน่ารักเกิน100ปีจ้า แต่ตามภาษาชาวบ้าน ยืนมองแหงนคอตั้งบา เพราะต้นไม้ยืนต้นตระหง่านริมลำธาราเชิงเขาล้อมรอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด

แต่เมื่อเข้าฤดูหนาวจะมีผึ้งหลวงมาเกาะทำรังเต็มต้นไม้สูงเด่นชัดและรังผึ้งหลวงใหญ่ม๊ากมาก หาดูได้ยากต้องรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้อุดมสมบูรณ์และอากาศบริสุทธิ์ด้วยนะในเขตอุทยานแห่งชาติภูซาง ส่วนผึ้งหลวงที่ทำรังพอเข้าหน้าร้อนตัวผึ้งหลวงก็จะทิ้งรังผึ้งและบินหนีจากไปจ้า เมื่อยคอแล้วครับ

 

จากจุดนี้เดินขึ้นถึงด้านบนไปตามขั้นบันไดพอเหนื่อยอีกแล้วจ้า เมื่อถึงบนเขาศึกษาธรรมชาติป่าไม้เค้าทำเป็นสะพานเดินเป็นวงรอบไปถึงจุดที่ 2คือบ่อซับน้ำอุ่นและป่าพรุน้ำจืด สำหรับบ่อซับน้ำอุ่นเป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติผุดขึ้นมาจากใต้บาดาลตลอดเวลาในอุณหภูมิประมาณ35องศาเซลเซียสและไหลเป็นลำธารตามธรรมชาติกลายเป็นน้ำตกอุ่น เป็นสายน้ำยาวลงแม่น้ำเปื่อยสวยงามมากและเป็นที่ชื่นชอบของนักเดินทางรักเธอนะน้ำตกอุ่น และสามารถลงไปถ่ายภาพโพสต์ท่าดูน่ารักคล้ายๆนางแบบกับธรรมชาติป่าไม้สายธารา

 

ส่วนน้ำตกอุ่นเล่นน้ำตกได้หนุกหนานอู้ฮู ต้องไปรักป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติ และนอกจากเมื่อเพลิดเพลินกับการเดินศึกษาป่าไม้หรือลงเล่นน้ำตกอุ่น

ทางอุทยานแห่งชาติภูซางมีร้านค้าและร้านอาหารไว้บริการแบบตามใจชอบฮิๆถ้ามี(ร้านอาหารตามสั่งนะจ๊ะอร่อยถูกใจครับ)สุดท้ายคอกาแฟสดพลาดโอกาสไม่ได้พี่หนุ่ม-สุทน ขอแนะนำร้านกาแฟสดริมธารา

ตะลอนชิมกาแฟทั่วไทย โดย หนุ่ม-สุทน วันนี้ผมพาไปชิมไกลถึงอุทยานแห่งชาติภูซาง อ.เชียงคำ จ.พะเยา กาแฟสดออกรสชาดถูกใจมากครับ

โพสต์โดย เก็บเรื่องมาเล่า โดย หนุ่ม-สุทน เมื่อ วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2019

สำหรับเมล็ดกาแฟคั่วมาจากเทือกเขาภูชี้ฟ้าเขต อ.เทิง จ.เชียงรายนะครับ ส่วนบรรยากาศร้านกาแฟสดควรจะนั่งจิบกาแฟยามเช้าๆ ครับ อากาศเย็นๆ มีลำธาราไหลผ่านและวิวทิวทัศน์สวยงามมาก และพี่หนุ่ม-สุทนขอบอกถ้ารักทรัพยากรป่าไม้ รักความสงบเงียบ สัมผัสอากาศบริสุทธิ์และหนาวเย็นหรือรักการออกกำลังกายเช้าๆ เดินหรือวิ่งตามใจชอบหรือจะปั่นจักรยานดีมากๆ ณ อุทยานแห่งชาติภูซาง สำหรับอุทยานแห่งชาติภูซางมีพื้นที่เทือกเขาสลับซับซ้อนประมาณ178,049.62ไร่และเชื่อมติดต่อในเขต อ.เทิง จ.เชียงรายและ อ.เชียงคำ อ.ภูซาง จ.พะเยา สำหรับแนวเขากั้นเขตแดนไทยกับสปป.ลาว ยาวประมาณ30ก.ม และเส้นทางสายนี้สามารถเดินทางต่อไปถึงภูชี้ฟ้า อ.เทิง จ.เชียงรายได้ครับ ส่วนท่านที่สนใจจะเดินทางไปรักทรัพยากรป่าไม้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อุทยานแห่งชาติภูซางโทรศัพท์ 093-2935099 วันและเวลาทำการ 08.30-16.00น.

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน
#รักษ์เที่ยว #รักษ์ทะเลไทย
#รักษ์สุมทรสงคราม #รักษ์ตัวเองนะ
#คนรักษ์กาแฟ #bigmaptravel
#เที่ยวเพลิน #tourismlocallife
#STNewsThailand

อ่านต่อ

OTOP – D-HOPE สุดฟิน เยือนถิ่นแม่ฮ่องสอน

I OTOP D-HOPE สุดฟิน เยือนถิ่นแม่ฮ่องสอน

กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย  สัมผัสเสน่ห์ของชุมชนท่องเที่ยว 4 หมู่บ้าน ที่ บ้านห้วยเดื่อ-บ้านห้วยปูแกง,บ้านขุนยวม ,บ้านลุกข้าวหลาม และ บ้านไทรงาม จ.แม่ฮ่องสอน กับ บรรยากาศ โปรแกรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (ระดับหมู่บ้าน) เมื่อวันที่ 4-8 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน จากภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือกว่า 60 คน ร่วมสัมผัสกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม  วิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม  ชิมอาหารพื้นถิ่นขึ้นชื่อ  เรียนรู้และลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับ Champion ทั้ง 4 ชุมชน  อาทิเช่น การทำป๊อบคอร์นไทยใหญ่, การทำมัลเบอร์รี่จ๊าดจี๊ด ,อุ๊กไก่ , ข้าวส้มถั่วโก้ , ข่างปองเต็กเบิ่ง ,ผ้าทอกะเหรี่ยง , การปักผ้ากะเหรี่ยง , การทำผ้าเขียนเทียน , การตำข้าว เป็นต้น

และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP คุณภาพ  พร้อมชมบรรยากาศและเก็บภาพความประทับใจอันแสนสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายในแต่ละชุมชน  โดยแต่ละท่านที่ได้เข้าร่วมในทริปครั้งนี้ ต่างได้รับความสุข สนุกสนาน และความประทับใจ กลับไปอย่างมากมาย

 

อ่านต่อ

เที่ยวเขากะโหลก ปราณบุรี ต่อด้วยสามร้อยยอด เงียบสงบใครรักความสงบเชิญที่นี่ได้จ้า

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทนจากหาดทรายสามร้อยยอดถึงหาดปราณบุรี วันนี้วันอังคารที่ 2กรกฎาคม2562 พี่หนุ่ม-สุทนขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวหาดทรายสีนวลๆ ในเขต อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถ้าหากมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวและพักแรมมีที่พักให้เลือกหลายแห่งริมถนนกั้นหาด

พอรุ่งอรุณยามเช้าๆ ออกมาพักผ่อนรับแสงตะวันว้าวๆ สดชื่นมากๆ บริเวณชายหาดชายทะเลและเดินรับลมทะเลพัดผ่านเย็นสบายๆ หรือจะเดินเล่นไปถึงชุมชนชาวเลสุดชายหาดเพลิดเพลินมองวิวทิวทัศน์เห็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ในทะเลแบบบรรยากาศยามเช้าก็ได้เช่นกันและพอได้เวลาอาหารเช้า 07.30 น. กินอาหารเช้าแล้วเสร็จ เดินทางต่อไปวนอุทยานเขากะโหลกเขต อ.ปราณบุรี

แวะวัดเขากะโหลกก่อนเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 และมีหลวงปู่หว่าง เป็นเจ้าอาวาสสมัยนั้น หลวงปู่หว่างท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำเขากะโหลกทุกค่ำคืน จนถึงวันละสังขาร ถ้ำเขากะโหลกตรงข้ามวัดเขากะโหลกเข้าชมได้ครับ และปัจจุบันทางวัดเขากะโหลกได้สร้างวิหารประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่หว่างและรูปหล่อรัชกาลที่5 ประดิษฐานภายในวิหารที่จัดสร้างเป็นศิลปะแบบอินเดียและศิลปะไทยดูสวยงามมาก นักท่องเที่ยวควรจะเดินชมรอบๆ ตัววิหารด้วย ส่วนด้านหน้าวิหารมียักษ์ใหญ่2ตน ยืนอยู่เพื่อดูแลบริเวณวิหารสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัดเขากะโหลก เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมวิหารและก่อนเข้าวิหารก็จะถ่ายภาพตัววิหารและยักษ์ใหญ่2ตนนี้ด้วย วัดเขากะโหลกและวนอุทยานเขากะโหลกอยู่ติดกันจึงเที่ยวได้2สถานที่ ตั้งอยู่ในเขต อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เสร็จแล้วขึ้นชมวิวทิวทัศน์บนเขากะโหลกและบริเวณหาดทรายมีการปรับปรุงพื้นที่หาดทรายดูแลความสะอาดได้ดีเยี่ยมทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวหาดทรายเขากะโหลกชื่นชอบธรรมชาติและวิวทิวทัศน์ของเขากะโหลก

สำหรับนักท่องเที่ยวสนใจจะเดินทางไปเที่ยวหาดทรายสามร้อยยอดและหาดทรายเขากะโหลก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-513885 หรือ 032-513871 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. และขอบคุณ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ที่นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์เดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ครับ

 

#ชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน

#bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อ่านต่อ

ทุเรียนเขาจ้าว พื้นดินเชิงเขาที่สะสมแร่ธาตุเอาไว้มากมายทำให้ทุเรียนอร่อยมาก ต้องลอง

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน พาไปรู้จักพื้นดินเชิงเขาปลูกทุเรียนในเขต ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันนี้วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562 (พี่หนุ่ม-สุทน เขียนเรื่องราวการเดินทางทริป ทุเรียนเขาจ้าว อ.ปราณบุรี 28-29 มิถุนายน 2562)

พี่หนุ่ม-สุทน เดินทางไปเก็บข้อมูลการปลูกทุเรียนในพื้นดินเชิงเขา ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาเล่าให้ฟัง  พี่หนุ่ม-สุทน ได้พูดคุยกับคุณชาตรี จาบกัน เจ้าของพื้นดินเชิงเขาตะนาวศรี ซึ่งปลูกต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากถึง 12ไร่ ในพื้นดินเชิงเขา คุณชาตรีหรือพี่ต๋อย ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นสมาชิก อบต.เขาจ้าวหมู่ 6 บ้านแพรกตะลุย เล่าเรื่องให้พี่หนุ่ม-สุทนฟัง

ขอย้อนกลับไปประมาณ 35 ปีที่ผ่านมา แต่เดิมพี่ต๋อยเป็นคนเมืองเพชรบุรี มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างและต่อมาได้รู้จักกับเพื่อนอยู่ ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนพี่ต๋อยชักชวนให้มาทำไร่เชิงเขาเพื่อปลูกมะนาว เหตุผลเพราะว่าเมืองเพชรบุรีปลูกมะนาวได้ผลผลิตดี และราคาสูงโดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง เมื่อคุณชาตรีหรือพี่ต๋อย เข้ามาทำไร่ปลูกมะนาวก็ได้ผลผลิตเป็นที่หน้าพอใจสามารถส่งขายตามตลาดนัดได้และมาในปี 2547 มีเกษตรกรเดินทางไปขอพันธุ์ทุเรียนมาจากชาวบ้านบนป่าละอู  ต.ห้วยสัตว์ใหญ่  อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเทือกเขาเชื่อมติดต่อกัน พอเอากิ่งพันธุ์ทุเรียนหมอนทองมาปลูกช่วงแรกประมาณ 10 ต้นเวลาผ่านไป 6-7 ปี ก็ได้ผลผลิตทุเรียน ซึ่งเรียกชื่อเขาจ้าวตามชื่อ ต.เขาจ้าว

ได้ผลผลิตดีมากชาวเกษตรกรพอใจยิ่งนัก และเอาทุเรียนเขาจ้าวไปขายตามตลาดนัดเริ่มต้นราคา 25-35 บาทต่อกิโลกรัม? ปรากฎว่าขายได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะไม่มีคนรู้จักทุเรียนเขาจ้าว  แต่ถ้าหากบอกเป็นทุเรียนทาง จ.ระยองและ จ.จันทบุรี ผู้บริโภคทุเรียนรู้จักกันเป็นอย่างดี โอ้โฮน่าน้อยใจนิดนึงครับ และทำไมคนรู้จักทุเรียนเขาจ้าว? พี่หนุ่ม-สุทนจะเล่าให้ฟังต่อนะจ๊ะ  ต่อมาทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการ จัดตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว จ.ประจวบคีรีขันธ์ คือททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์

ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางขึ้นไปบนป่าละอู เพราะป่าละอูมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจโดยเฉพาะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวเขาบนป่าละอูและสถานที่ท่องเที่ยวเช่นน้ำตกป่าละอูเป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีทุเรียนป่าละอูทุเรียนต้นแรกปลูกขึ้นมาในปี 2521 เมื่อสื่อมวลชนเก็บข้อมูลแล้วได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาเที่ยวบนป่าละอูและกินทุเรียนด้วย ก็เลยทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มรู้จักทุเรียนป่าละอูมากยิ่งขึ้น และต่อมาทาง อ.ปราณบุรี ก็นำสื่อมวลชนในท้องถิ่นเดินทางเข้าไปเก็บข้อมูลสวนทุเรียนในเขต ต.เขาจ้าวและมีการจัดงานส่งเสริมการขายทุเรียนเขาจ้าวขึ้นมาก็เริ่มเป็นที่รู้จักของนักกินทุเรียนในเขต อ.ปราณบุรี

ยังมีอีกนะ เมื่อทางร้านนู๋จวบเป็นร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยกันส่งเสริมการขายอีกทางหนึ่ง คือได้จัดบุฟเฟต์กินทุเรียน 2 อำเภอ น่าสนใจมากครับ  มีทุเรียนป่าละอูและทุเรียนเขาจ้าว ถือว่าเป็นราชินีผลไม้แห่งขุนเขา โอ้โฮเป็นทุเรียนพี่กับน้องนะจ๊ะ ว้าวว้าวขอบอกรสชาติของทุเรียนป่าละอูและทุเรียนเขาจ้าว มันส์สุดยอดความอร่อยจริงๆ ครับ  เนื้อนุ่มๆ หอมหวานและกรอบนอกนุ่มในจ้า เนื้อสีเหลือง เห็นแล้วอยากกินมากๆ เหตุผลเพราะว่าทุเรียนเขาจ้าวปลูกในพื้นดินเชิงเขาตะนาวศรีและเป็นเทือกเขาเชื่อมกันเป็นเขตแดนไปถึงเมียร์ม่าร์

ดังนั้นเทือกเขาตะนาวศรี พอฝนตกหนักน้ำฝนที่ไหลจะนำพาแร่ธาตุลงมาทับถมและซึมลงใต้พื้นดินทำให้ดินดี น้ำดีและมีอากาศดีด้วย เหตุผลนี้จึงเชื่อว่าทำให้ทุเรียนเขาจ้าว รสชาติอร่อยเป็นที่นิยมชมชอบของคนชอบกินทุเรียนครับ พี่หนุ่ม-สุทนขอสารภาพ เป็นอีกคนที่ชอบกินทุเรียนมากๆ และครั้งนี้ได้กินทุเรียนเขาจ้าว วันที่ได้เดินทางไปเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมายืนกินทุเรียนใต้ต้นทุเรียนสวน ต.เจริญทรัพย์ กินไปแล้ว 7 เม็ดเนื้อทุเรียนนะจ๊ะ ขอบอกอร่อยจุงเบยว้าวๆ ต้องหาโอกาสเดินทางไปอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะทุเรียนเขาจ้าวออกสู่ตลาดประมาณกลางเดือนกรกฎาคมและกลางเดือนสิงหาคม 2562  นี้เท่านั้น

สำหรับสวน ต.เจริญทรัพย์มีต้นทุเรียน 3 ต้น อายุกว่า 30 ปี ซึ่งให้ผลผลิตมากกว่า 100 ลูกน่าทึ่งมาก และต้นอื่นๆ ก็ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมาก นักท่องเที่ยวควรจะเดินทางเข้าไปศึกษา และปัจจุบันทุเรียน ต.เขาจ้าวมีทั้งหมดประมาณ 420 ไร่ พันธุ์ทุเรียนหมอนทองทางชาวเกษตรกรไปซื้อมาจาก จ.ระนองและ จ.ชุมพร

ส่วนทุเรียนพันธุ์หมอนทองเมื่อปลูกแล้วก็กลายพันธุ์เป็นทุเรียนเขาจ้าว ตามชื่อ ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์  สำหรับถนนเดินทางเข้าและออกแสนลำบากมากเมื่อยิ่ง 35 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านในหมู่ 6 เค้าจะเดินทางไปซื้ออาหารในตัว อ.ปราณบุรี ใช้เวลาไปและลับร่วม 3-4 ชั่วโมงเนื้อหมูเน่าเสีย? ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ

เพราะคุณชาตรีหรือพี่ต๋อย เล่าประสบการณ์ให้ฟังครับเดินทางด้วยรถจี๊ป(Jeep ) คันเล็กๆ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้เดินทางแบบวิบาก วิบากได้เป็นอย่างดีครับ และปัจจุบันไฟฟ้าไม่มีลงไปใน ต.เขาจ้าว ชาวบ้านใช้เป็นโซล่าเซลล์ สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี สำหรับถนนเป็นลูกรังเริ่มทำแล้วน่าจะแล้วเสร็จประมาณสิ้นปี 2562 ครับ

ส่วนคนชอบกินทุเรียนเขาจ้าวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณชาตรี จาบกัน โทรศัพท์ 090-4472336 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-513885 และ 032-513871 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.และขอบคุณนางสาวโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ที่ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์เป็นอย่างดีเยี่ยม

#ชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน

#bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

#ทททสำนักงานสุรินทร์(สุรินทร์-ศรีสะเกษ)

#จังหวัดสุรินทร์ #ศรีสะเกษ

#ท่องเที่ยวชุมชน

#tourismlocallife

 

อ่านต่อ

เที่ยวเมือง 3แม่ เส้นทาง แม่สอด แม่สะเรียงและแม่ฮ่องสอน เลียบแม่น้ำเมย

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน เดินทางไปเที่ยวเมืองสามแม่ เส้นทาง อ.แม่สอด-แม่สะเรียงและแม่ฮ่องสอน เลียบแม่น้ำเมย ตะเข็บชายแดนไทยกับเมียร์ม่าร์

วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน จะพาเดินทางไปเที่ยวเส้นทางสามแม่ของ จังหวัดภาคเหนือ 3 คืน 4 วัน เริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 08.30 น. ถึงตัวเมืองตาก  แวะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นศาลแห่งแรกของไทย เสร็จแล้วมานั่งทานอาหารริมน้ำปิง มองวิวทิวทัศน์สวยงามในแม่น้ำปิง

ได้เวลาพอสมควรเดินทางต่อเส้นทาง อ.แม่สอด ผ่านศาลเจ้าพ่อพะวอ ต้องแวะขอพร เจ้าพ่อพะวอเคยเป็นนักรบชาวกะเหรี่ยงปะกากะญอและดูแลเมืองแม่ละเมาเมืองหน้าด่านสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและชาวบ้าน ชาวเขาเรียกวีรบุรุษผู้กล้าปกป้องแนวชายแดนเมืองแม่สอด ศาลเจ้าพ่อพะวอสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่สอด

ได้เวลาพอสมควรอีกแล้วจ้า เดินทางไปต่อไปยังตัวอำเภอแม่สอด เข้าชมศิลปะการจัดสร้างวัดไทยวัฒนาราม เป็นศิลปะแบบพม่า ดูโดดเด่นเช่นองค์พระเจดีย์สีทองเหลืองอราม ด้านหน้ามีสิงห์โตคู่เป็นจุดเด่นของวัดนี้และนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ศิลปะพม่า

 

แล้วเดินทางเข้าที่พักโรงแรมใน อ.แม่สอด ราคาไม่แพง 600 บาท พร้อมอาหารเช้าด้วยนะคร๊าบทุกท่าน

รุ่งขึ้นวันที่ 2 เวลา 07.30 น. ออกเดินทางเข้าตลาดแม่สอด มีพระภิกษุสามเณรออกมาบิณฑบาตทุกวันนักท่องเที่ยวใส่บาตรพระได้

แต่ที่น่าสนใจคือโรตีโอ่ง กลายเป็นอาหารเช้าชาวแม่สอดและนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวอ.แม่สอด จ.ตาก จะต้องแวะมาลองรับประทานกันดูครับ

 

(ขอเล่าเรื่องราวโรตีโอ่งให้ฟัง แต่เดิมชาวอินเดียกินโรตีเป็นอาหารเช้า เค้าใช้ภาชนะกลมๆ ใส่ไฟให้ร้อนเอาแผ่นแป้งโรตีตบแป้งให้ติดในภาชนะกลมๆ จนสุก กรอบแล้วกินกับแกงหรือผัดต่าง ๆ ต่อมาชาวอินเดียเดินทางไปค้าขายในประเทศพม่านำวัฒนธรรมการกินโรตีแบบชาวอินเดียเข้ามาด้วยและขยายเข้ามาในตลาดแม่สอดโดยเห็นโอ่งน้ำเล็ก ๆ ของชาวไทยกลม ๆ ก็ทดลองทำโรตี ปรากฏว่าทำและกรอบน่ารับประทานมาก จึงเรียกขานกันว่าโรตีโอ่งแม่สอดกรอบ ๆ และหอม ฉีกชิ้นเล็ก ๆ จิ้มนมมีกาแฟโบราณบวกน้ำชา กลายเป็นอาหารเช้าในตลาดแม่สอด ที่นักท่องเที่ยวต่างชื่นชอบ)

เสร็จแล้วเดินทางไปสะพานมิตรภาพไทยเมียร์ม่าร์แห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำเมย บริเวณต่อไปจะเป็นย่านเศรษฐกิจของอ.แม่สอด  จ.ตาก

เดินทางต่อตามเส้นทางแม่สอด-แม่ละมาด(ควรแวะปั้มน้ำมัน เข้าห้องน้ำ เติมน้ำมันและซื้อของกินระหว่างเดินทาง) เส้นทางจากแม่ละมาดไป อ.ท่าสองยาง ถนนลาดยางดีมาก ผ่านตลาดท่าสองยางเลียบแม่น้ำเมย ไปจอดรถจุดชมวิวสายน้ำเมยไหลผ่านเชิงเขา 2 แผ่นดิน ไทยกับเมียร์ม่าร์ มีเรือข้ามฝากไปและกลับชาวบ้าน 2 ฝั่งแม่น้ำเมย

(จุดชมวิวช่วงหน้าหนาวอากาศดีวิวทิวทัศน์สวยงามและใช้บริการห้องน้ำได้)

เสร็จแล้วต้องเดินทางไปวัดมงคลคีรีเขต วัดนี้เป็นวัดสำคัญของชาวท่าสองยางติดแม่น้ำเมย นมัสการขอพรครูบาสร้อย สังขารท่านไม่เน่าเปื่อยประดิษฐานในมณฑล ครูบาสร้อยท่านเป็นคนเมืองบุรีรัมย์เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาวิชากรรมฐานมาในปี 2497 ท่านเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ตามเขาและเดินทางเลียบชายแดนแม่น้ำเมยถึงวัดท่าสองยางปี 2498 เห็นกุฏิไม้เล็กๆ ท่านได้พบกับตุ๊เจ้าเสือแล้วสนทนาธรรม นั่งสมาธิกรรมฐาน ต่อมาได้ร่วมกับชาวบ้านในเขต อ.ท่าสองยาง จัดพิธีอุปสมบทพระภิกษุสามเณรจนเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน วัดท่าสองยางเริ่มเจริญขึ้นและเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมงคลคีรีเขต สำหรับครูบาสร้อย เทพเจ้าแห่งท่าสองยาง ในปี 2504 ท่านจะละสังขารคืนนั้นพระภิกษุสามเณรนั่งสมาธิหน้าห้องครูบาสร้อยถึงตี 4 ท่านก็ละสังขาร

คณะเดินทางต่อเส้นทางจากนี้ไปขึ้นเขาทางโค้งและวกวนไปมา 3 โค้ง ซ้าย ขวาและโค้งอันตรายฮ่าๆ ไปแกวง ๆ กันไป สนุกนาน สบายๆ ประมาณ 30-40 ก.ม ถึงพื้นราบผ่านชุมชนเห็นป้ายร้านอาหารเล็ก ๆ บอกร้านสุดท้ายของ จ.ตาก คณะสื่อมวลชนบอกจอดรถได้ยินเสียงถามหิวมั้ย ไม่หิวแต่พอเข้าร้านอาหารทุกคนสังตามใจชอบ ก๋วยเตี๋ยวเล็ก ใหญ่ บะหมี่ต้มยำ ทุกคนอิ่ม(เจ้าของร้านใจดี บอกเดินลงแม่น้ำเงาซิ มีร้านอาหาร ว้าวพึ่งบอก ถ้าบอกก่อนคณะสื่อมวลชนต้องกินอาหารประเภทส้มตำ ไก่ย่างและปลาเผา เสียดายจังขอบอก)

แม่น้ำเงาเป็นเส้นแบ่งเขต อ.ท่าสองยาง จ.ตากกับอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน แม่น้ำสายนี้ช่วงเดือนเมษายนทุกปี น้ำจะน้อยลง ชาวบ้านนำโต๊ะ เก้าอี้ ร่มกางให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนลงเล่นน้ำ กินอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวแม่น้ำเงามีไปจนเข้าช่วงฤดูฝน พอข้ามสะพานมาคือเขตอุทยานแห่งชาติน้ำเงา จุดชมวิวแม่น้ำสองสี คือแม่น้ำเงาไหลมารวมกับแม่น้ำเมยกลายเป็นแม่สองสี ได้เวลาพอสมควรอีกแล้ว ออกเดินทางต่อไป อ.แม่สะเรี่ยง จ.แม่ฮ่องสอน(ควรพัก1คืน)

รุ่งขึ้นวันที่ 3 เวลา 08.30น. ออกเดินทางไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดินทางแวะท่องเที่ยวได้ จุดแรกจุดชมวิวผาบ่องมีป่าไม้ ร่องน้ำในหุบเขาดูสวยงาม นั่งร้านกาแฟสดและเก็บภาพถ่ายเสร็จแล้ว

เดินทางต่อผ่านวิถีของชาวบ้านผาบ่องควรแวะชมและชิมถั่วลายเสือคั่วทราย สินค้าท้องถิ่นใช้เตาคั่วแบบโบราณและยังมีถั่วสายฟ้าผาบ่อง ถั่วเหลือง ถั่วแปยี ถั่วแปหล่อและถั่วปากอ้าเป็นต้น

เดินทางต่อไปถึงชุมชนบ้านผาบ่องแวะท่องเที่ยวและชมศูนย์เรียนรู้ สะพานข้าว 9 เพื่อสุข สะพานไม้ไผ่ทอดยาวข้ามทุ่งนา

สามารถร่วมกิจกรรมได้เช่นถั่วลายเสือคั่วทราย การทอผ้า ทำนาด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ ในชุมชนบ้านผาบ่องมีร้านกาแฟสดและร้านอาหาร มีบริการห้องพัก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์มีตลาดชุมชนประเภทสินค้าท้องถิ่นเสื้อผ้าชาวไทยใหญ่ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ

ได้เวลาอีกแล้ว เดินทางเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เข้าที่พักเสร็จแล้ว เดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นวัดสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอนมาตั้งแต่สมัยพญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองคนแรกเมืองแม่ฮ่องสอน เวียนเทียนรอบองค์พระธาตุเจดีย์ ถ่ายภาพสวยงามแสงอาทิตย์ลับขอบเขา แล้วลงมากินอาหารค่ำในตัวเมือง เสร็จแล้วนั่งรถตุ๊ก ๆ ชมบรรยากาศตัวเมืองแม่ฮ่องสอน รถตุ๊ก ๆ จะพาไปหลายสถานที่ ขอยกตัวอย่าง 2 ที่คือวัดจองกลางยามค่ำคืน แสงไฟองค์พระธาตุเจดีย์ประดับงดงามและมีเงาสะท้อนลงในบึงน้ำถ่ายภาพสวยงาม จุดที่ 2 เสาร์ อาทิตย์มีตลาดนัดถนนคนเดินมากด้วยสินค้าท้องถิ่นและอาหารการกิน ได้เวลาอีกแล้วคราวนี้เวลานอนครับกลับที่พักได้

รุ่งเช้าวันที่ 4 เวลา 06.00น .เดินทางไปตลาดยามเช้าแม่ฮ่องสอนวิถีชาวเมือง พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

 

แล้วเดินทางไปเที่ยวภูโคลนใต้พิภพมีแร่ธาตุตามธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอาบน้ำแร่  ฟอกหน้าฟอกตัวด้วยโคลนและพร้อมผลิตภัณฑ์ความงาม

เดินทางต่อไปเที่ยวถ้ำปลาถ้ำนี้อยู่เชิงเขาตามธรรมชาติ ปลาพวงอาศัยอยู่เต็มปากถ้ำมองคล้าย ๆ บ่อน้ำแต่ลึกมาก มีฤาษีนั่งจำศีลอยู่ปากถ้ำ (ฮ่า ๆ รูปปั้นนะจ๊ะ)  แต่ชาวบ้านเล่าขานเคยมีฤาษีมานั่งบำเพ็ญศิลบริเวณถ้ำปลาดังนั้นถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแม่ฮ่องสอน

ถ่ำปลา @แม่ฮ่องสอน

โพสต์โดย Bigmap Travel เมื่อ วันอังคารที่ 9 เมษายน 2019

ได้เวลาแล้วต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตามเส้นทางแม่ฮ่องสอน -อ.แม่สะเรี่ยงถึงอ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง(พักกินข้าว อ.ฮอด)

แล้วออกเดินทางไปเส้นทาง อ.ดอยเต่า-อ.ลี้ จ.ลำพูน ขึ้นเขาไม่สูงมากแบบชิล ๆ สบาย ๆ ลงเขต อ.เทิง จ.ลำปาง(พักเติมพลังก่อน)แล้วเดินทางต่อผ่านตัวเมืองตาก เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ถึงประมาณตี 2 (ท่านเคยได้ยินคำนี้มั้ย กำหนดการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) หรือหยุดพักแรมใน อ.บ้านตาก จ.ตากก็ได้ (ราคาที่พักประมาณ 500-600 บาท น่าสนใจนะจ๊ะ) เส้นทางท่องเที่ยวเลียบแม่น้ำเมย สามแม่ 1.แม่สอด จ.ตาก 2.แม่สะเรี่ยง จ.แม่ฮ่องสอน และ3.แม่ฮ่องสอน

ท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์  05 3-612-982-2 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30น. หรือ E-mail Address:tatmhs @tat.or.th หรือhttp:// www.tourismthailand.org/ maehongson และขอขอบคุณ ผอ.ฉัตรชัย  ชินคำ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนการเดินทางและขอขอบคุณ ผอ.โยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวเป็นอย่างดีครับ

 

ร่วมสนับสนุนการเดินทางโดยโกริจิ้นดี

 

อ่านต่อ

พี่หนุ่มสุทน ชวนเที่ยวเทือกเขาหลวงกรุงชิง เมืองงามในหุบเขา จ.นครศรีธรรมราช

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน เดินทางท่องเที่ยวชุมชนกรุงชิงเขตเทือกเขาหลวง อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรราช  วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน มีเรื่องมีราวมาเล่าให้ฟังเหมือนเดิม เนื่องจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวเดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.นครศรีธรรมราช แล้วขึ้นไปพักแรมเชิงเขาเรียกว่าหนำไพรวัลย์ อากาศดีวิวทิวทัศน์สวยงาม ถึงที่พักตอนค่ำๆ ประมาณ2ทุ่ม คณะสื่อมวลชนทานอาหารแล้วเสร็จ พร้อมกิจกรรมยามค่ำปั่นขนมโค เป็นขนมพื้นบ้านของทางภาคใต้ เสร็จเรียบร้อย ก็ริบเข้าห้องพักเหตุผลเพราะต้องตื่นก่อนรุ่งอรุณคือตี 5

   

พร้อมกันแล้ว ออกเดินทางไปชุมชนชาวกรุงชิง ต.กรุงชิง อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรมราช คณะสื่อมวลชนมาบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนจากรถตู้ แล้วใช้บริการรถยนตร์ของชาวชุมชนกรุงชิง(รถขับเคลื่อน4ล้อ)ไปสัมผัสบรรยากาศทะเลหมอกเขาจังโหลน คณะสื่อมวลชนไปถึงจุดชมทะเลหมอกเขาจังโหลนประมาณ6โมงเช้า ด้วยรถยนต์ขับเคลื่อน4ล้อ(4WD )ไปตามริมเขาสวนยางพาราแบบวิบากโยกเยกเอย แต่สนุกดีและมีเสียงบ่นบ้างเล็กน้อย เจ็บก้นเจ็บหลังตามภาษาผู้สูงอายุฮ่าๆ แต่พี่หนุ่ม-สุทน ไม่เป็นเช่นนั้น(ให้กำลังใจตนเองฮิฮิบรรยากาศชิวๆ)

   

   

   

พูดถึงจุดชมทะเลหมอกเขาจังโหลนในเทือกเขาหลวงเขตชุมชนกรุงชิงขอบอกว่าตื่นตา ตื่นใจจุงเบย ขอใช้สำนวนวัยรุ่นนิดหนึ่งครับ เพราะ จุดชมทะเลหมอกอยู่ด้านบนสูงกว่าทะเลหมอกจึงถ่ายภาพได้สวยงามบวกกับแสงอาทิตย์ยอดเขาทำให้คณะสื่อมวลชนยอมรับว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามจริงๆและหาชมได้ยาก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวชมทะเลหมอกเขาจังโหลนได้ตลอดทั้งปี ในช่วงเวลาเช้าๆ ของวันเท่านั้น เพราะถ้าไปสายแล้วมาบอกว่าไม่เห็นมีหมอกเลยก็คงไม่ได้นะ นักท่องเที่ยวชื่นชอบและถ่ายภาพทะเลหมอกควรจะหาโอกาสเดินทางไปเที่ยวจุดชมทะเลหมอกเขาจังโหลนนะจ๊ะจะบอกไห้

   

   

     

เสร็จแล้วคณะสื่อมวลชนเดินทางกลับมาบ่อน้ำพุร้อนกรุงชิงเพื่อทานอาหารเช้าอาหารประจำท้องถิ่น ขนนจีนแบบชาวนครศรีธรรมราช มีน้ำยาสูตรของชาวกรุงชิง แกงไตปลาพร้อมผักสดๆ แถมด้วยปลาทอด ตบท้ายด้วยทุเรียนชาวสวนหรือเรียกว่าทุเรียนบ้าน(ทุเรียนบ้านต้องตกจากต้นทุเรียนลงมาที่พื้นเองคือทุเรียกสุกจึงเก็บมารับประทานได้)ทุกคนอิ่มแล้วร่างกายบอกว่าอยากจะนอนหลับ แต่คณะสื่อมวลชนต้องเดินทางต่อ

ส่วนกิจกรรมเดินทางไปเที่ยวชุมชนกรุงชิงพี่สุทนขอสรุปให้สำหรับผู้ที่สนใจไปเที่ยวกันครับ

1.ขึ้นไปชมทะเลหมอกเขาจังโหลน

2.ทานอาหารเช้า

3.อาบน้ำแร่มีห้องแช่น้ำแร่และนวดแผนไทย

4.ล่องแพลำน้ำกรุงชิง

5.เดินไปเที่ยวน้ำตกกรุงชิงเป็นน้ำตกที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงชั้น7ก่อนแล้วเดินลงไปชั้นที่1

พี่หนุ่ม-สุทน ขอเล่าเรื่องราวของคำว่ากรุงชิงแตกหรือยุทธการของทหารนาวิกโยธินกองทัพเรือเป็นหน่วยเฉพาะกิจ201 ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค)ในวันที่15เมษายน2520 ในเขตเทือกเขาหลวงและสามารถยึดค่ายกรุงชิงเป็นผลสำเร็จ81ค่าย แต่ละค่ายละสมเสบียงอาหารไว้จำนวนมาก สมัยนั้นคือ ต.นพพิตำ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบัน ต.กรุงชิง อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับชื่อกรุงชิงมาจากชื่อพันธุ์ไม้กระกูลปาล์มคือต้นชิง”มีขึ้นอยู่มากในพื้นที่ราบเขตเทือกเขาหลวงและเส้นทางไปน้ำตกกรุงชิง น่าเดินทางไปเที่ยวและศึกษาประวัติศาสตร์ร่องรอย(ผกค)ชุมชนชาวกรุงชิง

ท่านที่สนใจอยากจะเดินทางไปเที่ยวเทือกเขาหลวงเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวงตามสถานที่ท่องเที่ยวที่พี่หนุ่ม-สุทน เล่าให้ฟัง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 075-346515-6 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30น

ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช ได้เชิญคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวเดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.นครศรีธรรมราช เพื่อนำมาประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราช

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน #จังหวัดนครราชสีมา

อ่านต่อ

ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย สถานที่ชมทะเลหมอกสุดฮิตอีกแห่งของประเทศไทย

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย สถานที่ชมทะเลหมอกสุดฮิตอีกแห่งของประเทศไทย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 10 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ลักษณะเป็นหน้าผาสูงเป็นแนวยาวไปตามแนวชายแดน บริเวณปลายสุดของหน้าผามีลักษณะแหลมคล้ายกับนิ้วมือชี้ยื่นออกไปในอากาศ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ภูชี้ฟ้า” จุดที่สูงสุดของภูชี้ฟ้าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,200 ถึง 1,628 เมตร เบื้องล่างของหน้าผาเป็นแอ่งหุบเขา เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเชียงตอง แขวงไชยบุรี ประเทศลาว

ภูชี้ฟ้า

อ่านต่อ

เขากระโจม สวนผึ้ง เก็บภาพพระอาทิตย์ตก ทิศตะวันตกสุดของประเทศไทย

เขากระโจม สวนผึ้ง ราชบุรี

เขากระโจม สุดเขตแดนตะวันตก ประเทศไทย

นี่คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมงานเที่ยวเพลิน ได้มีโอกาสกลับขึ้นไปที่ เขากระโจม อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างจากทุก ๆ ครั้งที่ทีมงานได้ขึ้นไป เพราะเราได้เลือกช่วงเวลาของบ่ายวันหนึ่งที่ดูแล้วฟ้าฝนจะเป็นใจให้เรามิใช่น้อย เพราะหลังจากฝนตกอยู่หลายวันทำให้กำหนดการที่คิดไว้ต้องคลาดเคลื่อนออกไป แต่แล้วในที่สุดวันนี้ก็ได้ทำตามเสียงเรียกของหัวใจที่ทีมงานต้องการขึ้น เขากระโจม ไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตก ที่ทิศตะวันตกสุดของประเทศไทยให้ได้ เพราะครั้งก่อนๆ นั้นเราเลือกที่จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันมาแล้ว แต่ปีนี้ต้องการนำเสนอความแปลกใหม่ของการเดินทาง เพื่อคุณผู้อ่านที่น่ารักของเราให้ได้มองในมุมที่ต่างออกไปบ้าง    วันนี้ทีมงานของเราก็ครบ แล้วพร้อมเดินทางกันตอนประมาณบ่ายสามโมง หลังจากจัดเตรียมสัมภาระต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย และครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ ที่นอน ผ้าห่ม ยากันยุง และอาหาร สำหรับมื้อเย็นคืนนี้ เพราะพวกเราทีมงานตั้งใจว่าขึ้นเขากระโจม คราวนี้จะให้ได้ทั้งสองรูปแบบกันเลยทีเดียวค่ะ ทั้งพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น ทีมงานจึงจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อจะขึ้นไปตั้งเต็นท์รับอากาศสุดแสนโรแมนติกอยู่บนยอดเขากระโจมกันเลย

ลุยกันเลย…ออกเดินทางขึ้น เขากระโจม

เมื่อทุกอย่างพร้อม คนขับรถเจ้าประจำของเราก็พร้อมคือ คุณอาร์ต ซึ่งค่อนข้างคุ้นเคยกับทีมงานของเราเป็นอย่างดีเพราะมาครั้งใดก็เลือกใช่บริการคุณอาร์ตอยู่เสมอๆ ด้วยเพราะคุณอาร์ตเป็นคนในพื้นที่ที่มีความชำนาญในเส้นทางเป็นอย่างดี บวกกับอัธยาศัยไมตรีที่มีให้นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ซึ่งจุดแรกเรามาแวะไหว้พระกันก่อนจะอยู่ที่ตรงจุดผ่านด่าน ตชด. เพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วก็แจ้งท่านว่าขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัยทั้งไป ทั้งกลับ….สาธุ…… ด้วยระยะตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงยอดเขา นั้นมีระยะทางทั้งหมดประมาณ 9 กิโลเมตร เราจะเริ่มด้วยถนนลาดยางระยะทางราว 4 กิโลเมตร ซึ่งถนนช่วงนี้ค่อนข้างสบายๆ เดินทางมาได้ซักระยะเราจะเห็นศาลเจ้าพ่อเขาคอด เราจึงแวะลงไปไหว้ท่านซักหน่อย ถือเป็นการบอกกล่าวเจ้าที่ เจ้าทางสักเล็กน้อย จากนั้นลงมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศทั่วไป แต่ขอบอกได้เลยว่า นี่เพียงแค่จุดเริ่มต้น วิวก็สวยมากๆ เลยทีเดียว เมื่อหอมปากหอมคอกับการถ่ายรูปแล้วเราจึงเดินทางกันต่อ คราวนี้จะเป็นของจริงแล้วนะคะ ที่ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ถนนอย่างนี้ต้องโฟร์วีลเท่านั้นที่จะผ่านไปได้ ฟังแคนี้ก็ตื่นเต้นแล้วใช่มั้ยละคะ เส้นทางที่เหลืออีกประมาณ 5 กิโลเมตรนั้น มีทั้งหลุม ทั้งบ่อ ทางก็ขรุขระแบบสุดๆ อีกอย่างชื่อก็บอกว่าเป็นเขา เส้นทางก็ต้องมีลาดชันเป็นธรรมดา (แต่ไม่ธรรมดาที่ความสูงนะจ๊ะ ขอบอกไว้ก่อน)

ผจญภัยระหว่างทางขึ้น เขากระโจม

นอกจากจะมีความลาดชันสูงแล้ว ระหว่างทางบางช่วงก็มีบ่อน้ำขนาดกว้าง ที่ลึกพอสมควร ที่เราต้องวิ่งฝ่าไป ก็เป็นอีกหนึ่งโมเม้นของความตื่นเต้นได้ดีเลยทีเดียวขอบอก ดังนั้นอย่างที่เราแนะนำตั้งแต่แรกว่าเราต้องใช้บริการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกับพื้นที่จริงๆ เพราะเส้นทางที่นี่เขาแสนจะหฤโหดจริง เพื่อเป็นการเซฟความปลอดภัยของตัวเราเอง ควรเลือกใช้บริการของคนในพื้นที่ดีกว่านะจ๊ะ ทีมงานชาว บิ๊กแมพ ของเราเป็นห่วง

แวะชมความสวยงามของ น้ำตกผาแดง ก่อนถึง เขากระโจม

ระหว่างทางจะถึงเขากระโจมตรงบริเวณด่านตรวจบุษราคัม เราก็มีอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวชมธรรมชาติมาแนะนำให้คุณผู้อ่านได้เข้าไปชม แต่ขอบอกก่อนเลยนะว่า ต้องเดินเท้าเข้าไป แต่สำหรับผู้ที่มาแล้วเชื่อว่าแค่การเดินเท้าแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กๆ ใช่มั้ยละคะ เราจึงลงจากรถแล้วเดินเท้าท่ามกลางต้นไม้แมกไม้สีเขียวขจี ที่ให้ความร่มรื่นตลอดทาง เดินไปตามทางไม่เกินสองร้อยเมตรเราก็จะพบน้ำตก ที่ไหลผ่านหน้าผาที่สีแดง เขาจึงเรียกที่นี่ว่า น้ำตกผาแดง อย่างไรละคะ ที่นี่เป็นน้ำตกขนาดกลาง ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ แต่เราสามารถที่จะถ่ายรูปกับความสวยงามของน้ำตก และรับความชื่นฉ่ำของสายน้ำที่ตกกระทบโขดหิน แค่นี้เราก็สดชื่นมีพลังที่จะเดินทางตะลุยขึ้นเขากระโจมกันต่อแล้วละ (แต่ขอเตือนเพื่อนๆ ไว้อีกอย่างนะคะ ด้วยความชื้นของที่นี่ทำให้มีตัวทากดูดเลือดจำนวนมาก แต่ก็มีวิธีป้องกันมาแนะนำเพื่อนๆ โดยการสวมถึงเท้ากับรองเท้าผ้าใบจะเป็นการดีที่สุด หรือถ้าใครไม่ได้เตรียมมาก็หมั่นมองเท้าของตัวเองไว้นะจ๊ะ ถ้าเห็นแล้วต้องดึงออกทันที ไม่ให้ตัวทากนั้นดูดเลือดเรานานจนเกินจะเป็นการดีที่สุดจ้า) เราจึงเดินเท้าออกมาทางเดิมเพื่อขึ้นรถแล้วเดินทางกันต่อดีกว่าไม่อย่างนั้นมันจะค่ำแล้วเราจะไม่ได้เก็บภาพความประทับใจของพระอาทิตย์ที่กำลังตกหายไปกับภูเขาสีเขียวกันน่ะ

จากด่านบุษราคัมก็จะเหลือระยะทางอีกไม่มากก็จะถึง ยอดเขากระโจมกันแล้ว แต่เส้นทางนี่สิยิ่งใกล้เท่าไรเส้นทางก็เหมือนจะยิ่งลาดชันมากขึ้นเท่านั้นทำให้ทีมงานของเราหลายคน หวาดเสียวไปตามๆ กัน แต่ด้วยสองข้างทางที่มีแต่สีเขียวชอุ่มมีหยดน้ำเกาะ กระทบกับแสงพระอาทิตย์ พวกเราชาวบิ๊กแมพจึงพร้อมใจกันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรับเอาอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปแบบลึกๆ แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า อย่าเพิ่งสูดเข้าไปลึกขนาดนั้น เพราะบนยอดเขากระโจมยังมีอากาศที่บริสุทธิ์กว่านี้ให้คุณได้สูดแบบเต็มปอดเลยล่ะ

แล้วในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางกันจนได้ ก่อนอื่นทีมงานสาวๆ ของเราก็ไม่รอช้ารีบชักชวนกันไปถ่ายรูปกับลานกว้างที่เอาไว้จอดเฮลิคอปเตอร์ถ้าไปยืนถ่ายตรงนั้นเราจะเห็นแนวภูเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อนกัน มองดูแล้วต้องร้อง เฮ้อ… ออกมาเลยละ เราจึงย้อนกลับไปคิดว่ามันคุมกับทางที่สุดแสนหฤโหดที่เราฝันฝ่ามาจริงๆ ตากล้องของเราก็กางขาตั้งกล้องเตรียมพร้อมไว้เลยทีเดียว บ่งบอกได้เลยว่าไม่ค่อยจะตื่นเต้นเท่าไร เมื่อถ่ายรูปกันไปแบบพอหอมปาก หอมคอแล้ว หัวหน้าทีมสุดสวยของเราก็เรียกให้ทุกคนไปจัดเตรียมสถานที่หลับ ที่นอนกันก่อนที่จะมืดค่ำเสียก่อน เราจึงร่วมแรง ร่วมใจกันกางเต็นท์ จัดแคมป์ปิ้งเล็กๆ เพื่อหุงหาอาหารมื้อเย็นกัน

ชมแสงสุดท้าย พระอาทิตย์ตกที่ เขากระโจม

“พระอาทิตย์จะตกแล้ว” เป็นเสียงร้องอันน่าตื่นเต้นของผู้หญิงนางหนึ่งที่ตะโกนขึ้น ทำให้ทุกคนนั้นหันไปทางทิศตะวันตกกันอย่างพร้อมกันเลยทีเดียว แล้วเราก็ต้องตะลึงกับสีแดง ส้ม ที่ส่องประกายคลอเคลียกับภูเขาที่เรียงรายกันอยู่ตรงหน้าเราตากล้องของเราก็รู้หน้าที่รีบรัวชัตเตอร์เป็นสิบๆ ย้ายไปมุมนั้นบ้าง มุมนี้บ้าง พวกสาวๆ ชาวบิ๊กแมพของเราก็ไม่น้อยหน้า หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายคู่กับพระอาทิตย์สีส้ม แสงสวยๆ ธรรมชาติมันก็คือธรรมชาติ ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแบบไม่เห็นแม้แต่เงา พวกเราจึงเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาทันที สาวกุลสตรี (มั้ย) ทั้งหลายจึงเริ่มลงมือทำอาหารมื้อเย็นกันท่ามกลางแสงสลัว (เพราะตอนแสงเยอะมัวแต่ถ่ายรูปกันค่ะ) ในที่สุดเราก็ได้อาหารเย็นมารับประทานกัน (ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่ากินเพื่ออยู่จริงๆ… อิอิ) กินไปคุยกันไป จิบชาร้อนๆ ท่ามกลางอากาศที่แสนจะเยือกเย็น กับสายหมอกที่ลอยคลอเคลียอยู่รอบตัวเรา และก็เป็นโชคดีของเราอีกเช่นกันที่ท้องฟ้าค่อนข้างเปิดทำให้เราสามารถมองเห็นดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า ถึงจะมีไม่มากแต่ก็ช่วยสร้างความโรมแมนติกแบบเล็กๆ ได้เหมือนกันน่ะ สาวๆ ก็สร้างความโรแมนติกเล็กๆ ไปสักพักก็มีเสียงเรียก (อีกล่ะ) ว่า เข้านอนกันได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนะ (เดากันถูกมั้ยละคะว่าเป็นเสียงของใคร) เราก็ไม่อยากที่จะขัดบัญชาจึงพากันเดินเข้าเต็นท์ใครเต็นท์มันเพื่อหลับพักผ่อนและแอบหนีอากาศหนาวด้านนอกไปขอซุกตัวใต้ผ้าห่มในเต็นท์กันดีกว่า…

ชมแสงแรกแห่งวัน และทะเลหมอกที่ เขากระโจม

อากาศกำลังเย็นสบายนอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น แต่เราก็ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อมาเจอกับสิ่งสวยงามที่รอเราอยู่เบื้องหน้า นั้นคืออีกหนึ่งสิ่งที่เรารอคอยคือพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง ในที่สุดเราก็จะได้ดูทะเลหมอกกันแล้ว เมื่อนึกได้อย่างนั้นก็ลุกขึ้นจากที่นอนแล้วออกไปก่อไฟต้มน้ำเพื่อชงกาแฟกันดีกว่า เมื่อกลิ่นของกาแฟเริ่มพวยพุ่งแต่ละเต็นท์ก็เริ่มขยับ สมาชิกของเราเริ่มออกมานั่งล้อมวงจิบกาแฟพร้อมกับเสียงสนทนารอการกลับมาของพระอาทิตย์ คุยกันได้สักพักแสงสีส้มก็เริ่มส่องขึ้นมา โดยไม่มีเสียงบอก เสียงเรียกแต่อย่างใด ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกันแล้วหันไปทางทิศตะวันออก เพื่อรอการขึ้นมาของพระอาทิตย์ที่กำลังลอยแทรกตัวออกมาจากหมอกสีขาวหนาทึบ ที่เราเรียกว่า ทะเลหมอกนั่นเอง เวลาผ่านไปพระอาทิตย์ก็ลอยพ้นทะเลหมอกขึ้นมาเรื่อยๆ ฉันจึงหันไปมองทุกคนที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานมองไปที่พระอาทิตย์ มันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจอะไรอย่างนี้ คิดได้ดังนั้นฉันจึงเดินถอยหลังไปนิดเพื่อเก็บภาพสมาชิกที่กำลังซึมซับกับทะเลหมอกที่อยู่เบื้องหน้า เมื่ออิ่มเอมกับการถ่ายภาพทะเลหมอกแล้ว เราหันมาถ่ายภาพกับป้ายสุดเขตประเทศไทยกันดีกว่า เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเรามาถึงแล้วนะ เขากระโจม สุดเขตประเทศไทยภาคตะวันตก

เผลอแป๊ปเดียวเวลาแห่งความสุขกับธรรมชาติเราจะหมดแล้วหรือนี่ มันน่าใจหายจริงๆ อย่างที่เขาบอกไว้จริงๆ ว่าเวลาแห่งความสุขนั้นช่างหมดเร็วอะไรอย่างนี้ เวลากลับของเราก็มาถึง เราทุกคนช่วยกันเก็บของเพื่อเดินทางกลับ แต่ดูจากสีหน้าทุกคนแล้วนั้นมีแต่ความเสียดาย และคงคิดเหมือนกันว่าเมื่อไรเราจะได้มารับอากาศที่บริสุทธิ์แบบนี้อีกนะ ทุกคนเสียดายที่ทริปนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอีก ใช่มั้ยละคะ พวกเราชาว บิ๊กแมพ จึงอยากให้เพื่อนๆ นั้นลองมาที่นี่ ที่เขากระโจมดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร มาดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างพวกเราสิค่ะ แล้วคุณจะติดใจ และจะได้รู้ว่าธรรมชาติประเทศไทยก็มีดีไม่แพ้ประเทศใดในโลกเหมือนกัน….

เขากระโจม สวนผึ้ง ราชบุรี

เขากระโจม สวนผึ้ง ราชบุรี

อ่านต่อ

ทะเลหมอกเขาค้อ ดินแดนแห่งสายหมอก สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย

“ทะเลหมอกเขาค้อมันเล่นตัว บางคนมากางเต็นท์นอนรอดูสองสามคืนยังไม่ได้เห็น” เจ้าของร้านขายของชำเล็กๆ ในอำเภอเขาค้อตรงข้ามจุดชมทะเลหมอกกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อวานคนเขามารอดูกันเต็มไปหมด จังหวะลมแรงเลยไม่เห็นทะเลหมอก แถมลมพัดมาแต่ละทีทำเอาขาแข้งสั่นไปหมด พรุ่งนี้ดูแล้วน่าจะมีให้เห็นถ้าลมคืนนี้ยังนิ่ง”

หากไม่เพราะมีลีลากวนใจเล่นตัว บางทีทะเลหมอกที่เขาค้อคงต้องขี้อายเป็นยิ่งนักเพราะกว่าจะปรากฏโฉมให้เห็นแต่ละครั้งเล่นเอานักท่องเที่ยวลุ้นกันใจหาย อากาศต้องดี ลมพัดไม่ได้ เพราะแม้ทุกวันที่เขาค้อจะมีหมอกลงหนา ทว่าปรากฏการณ์ทะเลหมอกอาศัยปัจจัยต่างออกไป หากมีลมแรง สายลมตัวดีจะพัดเอาหมอกฟุ้งกระจายไม่มารวมตัวกัน หรือหากหมอกหนาจัดเกินไปจะกลายเป็นหมอกขาวห่มตัวมองทางไหนก็ขาวโพลน

แต่ลองมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้โชคดีเห็นทะเลหมอกเขาค้อแล้วล่ะ คุณต้องตกหลุมรักมันแน่นอน

เขาค้อเป็นดินแดนแห่งสายหมอก เป็นดินแดนซึ่งได้รับการขนานนามว่าสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย บริเวณซึ่งปกติจะเกิดทะเลหมอกคือพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย ทางเทศบาลเขารู้ดีจึงจัดทำจุดชมวิวสุดเลิศซึ่งสามารถชมทะเลหมอกอย่างแจ่มแจ้งเต็มสองตาไว้ริมทางหลวงหมายเลข 2196 ตรงข้ามกับหน่วยงานราชการต่างๆ แถมยังเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทมากมายซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการชมทะเลหมอกแบบแนบชิด

ทุกเช้า จุดชมทะเลหมอกแห่งนี้จะคลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวหรือเทศกาลเพราะฝั่งตรงข้ามตามสถานที่ราชการถือเป็นจุดกางเต็นท์ซึ่งได้รับความนิยมไม่น้อย หากใครต้องขับรถจากจุดอื่นเพื่อมาชมทะเลหมอก แนะนำให้มาเช้าสักนิดจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จอดรถไม่พอ (ทั้งที่จริงตรงนั้นมีที่จอดรถไม่ใช่น้อย) และทันทีที่แสงสว่างเริ่มปรากฏจะรู้แล้วล่ะว่าโชคดีเป็นของคุณหรือไม่

“ว้าว… สวยจังเลยแม่” สาวน้อยวัยประถมคนหนึ่งร้องอย่างเริงร่าหลังสายตาสัมผัสทะเลหมอกสีขาวดูหนานุ่มปุกปุยเหมือนขนมสายไหมอยู่ในหุบเขากว้างเบื้องล่าง

“ถ่ายรูปๆ กัน” เธอว่า เรียกยิ้มจากผู้เป็นแม่และทุกคนตรงจุดชมวิว

แสงอาทิตย์กระจ่างตามเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินหน้าอย่างช้าๆ เผยความงดงามปรากฏแก่สายตา หุบเหวเบื้องล่างเต็มไปด้วยหมอกหนาขาวโพลนบดบังอ่างเก็บน้ำรัตนัยจนหมด ทิวทัศน์ซึ่งเคยเห็นกว้างขวางหลงเหลือเพียงครึ่งเดียวตรงที่ไร้ทะเลหมอกปกคลุม ยิ่งทอดสายตาออกไปไกลเท่าใดยิ่งเห็นหมอกขาวห่มคลุมยอดเขามากขึ้น ขณะที่มองไปบริเวณรีสอร์ทหลากหลายใกล้ตาล้วนพบเห็นนักท่องเที่ยวออกมาริมระเบียงหรือบนดาดฟ้าเพื่อสัมผัสทะเลหมอกในอีกมุมมอง

“เราลงไปข้างล่างกันดีกว่าแม่” สาวน้อยคนเดิมบอกแม่

ข้างล่างที่ว่าคือบริเวณเนินเขาของชาวบ้านซึ่งมีการปลูกดอกไม้หลากสีสันไว้อวดโฉมให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพสวยๆ เก็บความประทับใจกลับไป ไม่เพียงสาวน้อยเท่านั้น แต่สาวรุ่น สาวใหญ่อีกมากมายเดินลงบันไดตามเธอสู่ด้านล่างของจุดชมวิวเพื่อสัมผัสความงามยามรุ่งเช้าอันแสนเพลิดเพลิน

เสียงขาน หนึ่ง สอง สาม ดังขึ้นไม่ขาดสาย เหล่านายแบบ นางแบบ และตากล้องทั้งมือสมัครเล่นหรือไม่สมัครเล่นล้วนลั่นชัตเตอร์โพสต์ท่าแข่งกันด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะสนุกสนาน บ้างเน้นวิวฉากหลังไปที่ทะเลหมอก บ้างใช้ฉากหน้าเป็นดอกไม้สีสันสวยงาม ไม่ว่าเบื้องหลังกล้องภาพที่ได้จะออกมาสวยงามถูกใจมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้อย่างแท้จริงที่สุดคือห้วงเวลาของความสุขกับธรรมชาติบนเขาค้อ

“เอ้อ… ตรงนี้ค่อยเห็นชัด” นักท่องเที่ยวหนุ่มใหญ่กับครอบครัวซึ่งเพิ่งมาถึงจุดชมวิวพูดอมยิ้มแล้วหัวเราะร่า “พักอยู่ตรงอ่างเก็บน้ำข้างล่างโน่นแน่ะ เย็นสดชื่นดีนะแต่มองไม่เห็นอะไรเลยขาวไปหมด ขึ้นมาตรงนี้ค่อยมองเห็นเป็นทะเลหมอกหน่อย”

ตลอดเวลาที่เข็มนาฬิกากระดิกเดินอย่างช้าๆ นักท่องเที่ยวเวียนวนสลับหน้ากันมาชมความงามของทะเลหมอกกันไม่ขาด สาวน้อยคนเดิมอำลาไปแล้ว แต่มีสาวน้อยคนใหม่มาเจื้อยแจ้วแทนที่ ทุกคนมาที่นี่พร้อมรอยยิ้ม ยกกล้องหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยรอยยิ้ม และจากไปด้วยรอยยิ้มกับภาพรอยยิ้มซึ่งอัดแน่นอยู่ในกล้อง

ล่วงเลยใกล้เวลาเคารพธงชาติ หมอกซึ่งเคยขาวโพลนจึงจางลง อ่างเก็บน้ำรัตนัยที่เคยซ่อนตัวเงียบอยู่ใต้ผืนหมอกเริ่มเผยโฉมให้เห็น แต่ถึงกระนั้นยังมีสายหมอกหลงเหลือมากเพียงพอให้คนตื่นสายเพิ่งเดินทางมาถึงได้รีบหยิบกล้องออกมาแช้ะภาพกันยกใหญ่ เรียกว่าแม้จะมาสายแต่ยังมีรอยยิ้มให้เก็บเกี่ยวอยู่อีกไม่น้อย

กระทั่งที่สุดเมื่อแสงอาทิตย์แรงกล้า หมอกขาวจึงยากต้านกำลังและหายสลายไปในอากาศ หุบเขาสีขาวด้วยทะเลหมอกกลับกลายมาเป็นหุบเขาสีเขียวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ภารกิจการชมทะเลหมอกอันน่าอัศจรรย์ที่เขาค้อจึงลุแก่เวลาจบลงอย่างสมบูรณ์

แต่ความประทับใจไม่เคยจางหาย

รอยยิ้มของสาวน้อยที่มีให้กับทะเลหมอกเขาค้อยังฝังแน่นในหัวใจ

ภาพของเธอคงมีชีวิตชีวาอยู่อีกนานแสนนาน และผุดพรายขึ้นในทุกความทรงจำยามหมอกขาวพราวโอบรอบกาย…

จุดชมทะเลหมอกเขาค้ออยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2196 ตรงข้ามกับสำนักงานสาธารณสุข มีที่จอดรถพอสมควร บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งรวมของรีสอร์ทมากมาย และนอกจากเป็นจุดชมทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกอันงดงามด้วย

ทะเลหมอก เข้าค้อ

ทะเลหมอก เข้าค้อ

ทะเลหมอก เข้าค้อ

 

อ่านต่อ
1 2
Page 1 of 2