close
FOLLOW US ON 

ขึ้นเขา ขึ้นภู ดูทะเลหมอก

OTOP – D-HOPE สุดฟิน เยือนถิ่นแม่ฮ่องสอน

I OTOP D-HOPE สุดฟิน เยือนถิ่นแม่ฮ่องสอน

กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย  สัมผัสเสน่ห์ของชุมชนท่องเที่ยว 4 หมู่บ้าน ที่ บ้านห้วยเดื่อ-บ้านห้วยปูแกง,บ้านขุนยวม ,บ้านลุกข้าวหลาม และ บ้านไทรงาม จ.แม่ฮ่องสอน กับ บรรยากาศ โปรแกรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน (ระดับหมู่บ้าน) เมื่อวันที่ 4-8 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน จากภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือกว่า 60 คน ร่วมสัมผัสกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม  วิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม  ชิมอาหารพื้นถิ่นขึ้นชื่อ  เรียนรู้และลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับ Champion ทั้ง 4 ชุมชน  อาทิเช่น การทำป๊อบคอร์นไทยใหญ่, การทำมัลเบอร์รี่จ๊าดจี๊ด ,อุ๊กไก่ , ข้าวส้มถั่วโก้ , ข่างปองเต็กเบิ่ง ,ผ้าทอกะเหรี่ยง , การปักผ้ากะเหรี่ยง , การทำผ้าเขียนเทียน , การตำข้าว เป็นต้น

และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP คุณภาพ  พร้อมชมบรรยากาศและเก็บภาพความประทับใจอันแสนสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายในแต่ละชุมชน  โดยแต่ละท่านที่ได้เข้าร่วมในทริปครั้งนี้ ต่างได้รับความสุข สนุกสนาน และความประทับใจ กลับไปอย่างมากมาย

 

อ่านต่อ

เที่ยวเขากะโหลก ปราณบุรี ต่อด้วยสามร้อยยอด เงียบสงบใครรักความสงบเชิญที่นี่ได้จ้า

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทนจากหาดทรายสามร้อยยอดถึงหาดปราณบุรี วันนี้วันอังคารที่ 2กรกฎาคม2562 พี่หนุ่ม-สุทนขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวหาดทรายสีนวลๆ ในเขต อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถ้าหากมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวและพักแรมมีที่พักให้เลือกหลายแห่งริมถนนกั้นหาด

พอรุ่งอรุณยามเช้าๆ ออกมาพักผ่อนรับแสงตะวันว้าวๆ สดชื่นมากๆ บริเวณชายหาดชายทะเลและเดินรับลมทะเลพัดผ่านเย็นสบายๆ หรือจะเดินเล่นไปถึงชุมชนชาวเลสุดชายหาดเพลิดเพลินมองวิวทิวทัศน์เห็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ในทะเลแบบบรรยากาศยามเช้าก็ได้เช่นกันและพอได้เวลาอาหารเช้า 07.30 น. กินอาหารเช้าแล้วเสร็จ เดินทางต่อไปวนอุทยานเขากะโหลกเขต อ.ปราณบุรี

แวะวัดเขากะโหลกก่อนเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 และมีหลวงปู่หว่าง เป็นเจ้าอาวาสสมัยนั้น หลวงปู่หว่างท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำเขากะโหลกทุกค่ำคืน จนถึงวันละสังขาร ถ้ำเขากะโหลกตรงข้ามวัดเขากะโหลกเข้าชมได้ครับ และปัจจุบันทางวัดเขากะโหลกได้สร้างวิหารประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่หว่างและรูปหล่อรัชกาลที่5 ประดิษฐานภายในวิหารที่จัดสร้างเป็นศิลปะแบบอินเดียและศิลปะไทยดูสวยงามมาก นักท่องเที่ยวควรจะเดินชมรอบๆ ตัววิหารด้วย ส่วนด้านหน้าวิหารมียักษ์ใหญ่2ตน ยืนอยู่เพื่อดูแลบริเวณวิหารสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัดเขากะโหลก เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมวิหารและก่อนเข้าวิหารก็จะถ่ายภาพตัววิหารและยักษ์ใหญ่2ตนนี้ด้วย วัดเขากะโหลกและวนอุทยานเขากะโหลกอยู่ติดกันจึงเที่ยวได้2สถานที่ ตั้งอยู่ในเขต อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เสร็จแล้วขึ้นชมวิวทิวทัศน์บนเขากะโหลกและบริเวณหาดทรายมีการปรับปรุงพื้นที่หาดทรายดูแลความสะอาดได้ดีเยี่ยมทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวหาดทรายเขากะโหลกชื่นชอบธรรมชาติและวิวทิวทัศน์ของเขากะโหลก

สำหรับนักท่องเที่ยวสนใจจะเดินทางไปเที่ยวหาดทรายสามร้อยยอดและหาดทรายเขากะโหลก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-513885 หรือ 032-513871 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. และขอบคุณ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ที่นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์เดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ครับ

 

#ชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน

#bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อ่านต่อ

ทุเรียนเขาจ้าว พื้นดินเชิงเขาที่สะสมแร่ธาตุเอาไว้มากมายทำให้ทุเรียนอร่อยมาก ต้องลอง

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน พาไปรู้จักพื้นดินเชิงเขาปลูกทุเรียนในเขต ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันนี้วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562 (พี่หนุ่ม-สุทน เขียนเรื่องราวการเดินทางทริป ทุเรียนเขาจ้าว อ.ปราณบุรี 28-29 มิถุนายน 2562)

พี่หนุ่ม-สุทน เดินทางไปเก็บข้อมูลการปลูกทุเรียนในพื้นดินเชิงเขา ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาเล่าให้ฟัง  พี่หนุ่ม-สุทน ได้พูดคุยกับคุณชาตรี จาบกัน เจ้าของพื้นดินเชิงเขาตะนาวศรี ซึ่งปลูกต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทองมากถึง 12ไร่ ในพื้นดินเชิงเขา คุณชาตรีหรือพี่ต๋อย ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นสมาชิก อบต.เขาจ้าวหมู่ 6 บ้านแพรกตะลุย เล่าเรื่องให้พี่หนุ่ม-สุทนฟัง

ขอย้อนกลับไปประมาณ 35 ปีที่ผ่านมา แต่เดิมพี่ต๋อยเป็นคนเมืองเพชรบุรี มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างและต่อมาได้รู้จักกับเพื่อนอยู่ ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนพี่ต๋อยชักชวนให้มาทำไร่เชิงเขาเพื่อปลูกมะนาว เหตุผลเพราะว่าเมืองเพชรบุรีปลูกมะนาวได้ผลผลิตดี และราคาสูงโดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง เมื่อคุณชาตรีหรือพี่ต๋อย เข้ามาทำไร่ปลูกมะนาวก็ได้ผลผลิตเป็นที่หน้าพอใจสามารถส่งขายตามตลาดนัดได้และมาในปี 2547 มีเกษตรกรเดินทางไปขอพันธุ์ทุเรียนมาจากชาวบ้านบนป่าละอู  ต.ห้วยสัตว์ใหญ่  อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเทือกเขาเชื่อมติดต่อกัน พอเอากิ่งพันธุ์ทุเรียนหมอนทองมาปลูกช่วงแรกประมาณ 10 ต้นเวลาผ่านไป 6-7 ปี ก็ได้ผลผลิตทุเรียน ซึ่งเรียกชื่อเขาจ้าวตามชื่อ ต.เขาจ้าว

ได้ผลผลิตดีมากชาวเกษตรกรพอใจยิ่งนัก และเอาทุเรียนเขาจ้าวไปขายตามตลาดนัดเริ่มต้นราคา 25-35 บาทต่อกิโลกรัม? ปรากฎว่าขายได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะไม่มีคนรู้จักทุเรียนเขาจ้าว  แต่ถ้าหากบอกเป็นทุเรียนทาง จ.ระยองและ จ.จันทบุรี ผู้บริโภคทุเรียนรู้จักกันเป็นอย่างดี โอ้โฮน่าน้อยใจนิดนึงครับ และทำไมคนรู้จักทุเรียนเขาจ้าว? พี่หนุ่ม-สุทนจะเล่าให้ฟังต่อนะจ๊ะ  ต่อมาทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการ จัดตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว จ.ประจวบคีรีขันธ์ คือททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์

ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางขึ้นไปบนป่าละอู เพราะป่าละอูมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจโดยเฉพาะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวเขาบนป่าละอูและสถานที่ท่องเที่ยวเช่นน้ำตกป่าละอูเป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีทุเรียนป่าละอูทุเรียนต้นแรกปลูกขึ้นมาในปี 2521 เมื่อสื่อมวลชนเก็บข้อมูลแล้วได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นมาเที่ยวบนป่าละอูและกินทุเรียนด้วย ก็เลยทำให้นักท่องเที่ยวเริ่มรู้จักทุเรียนป่าละอูมากยิ่งขึ้น และต่อมาทาง อ.ปราณบุรี ก็นำสื่อมวลชนในท้องถิ่นเดินทางเข้าไปเก็บข้อมูลสวนทุเรียนในเขต ต.เขาจ้าวและมีการจัดงานส่งเสริมการขายทุเรียนเขาจ้าวขึ้นมาก็เริ่มเป็นที่รู้จักของนักกินทุเรียนในเขต อ.ปราณบุรี

ยังมีอีกนะ เมื่อทางร้านนู๋จวบเป็นร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยกันส่งเสริมการขายอีกทางหนึ่ง คือได้จัดบุฟเฟต์กินทุเรียน 2 อำเภอ น่าสนใจมากครับ  มีทุเรียนป่าละอูและทุเรียนเขาจ้าว ถือว่าเป็นราชินีผลไม้แห่งขุนเขา โอ้โฮเป็นทุเรียนพี่กับน้องนะจ๊ะ ว้าวว้าวขอบอกรสชาติของทุเรียนป่าละอูและทุเรียนเขาจ้าว มันส์สุดยอดความอร่อยจริงๆ ครับ  เนื้อนุ่มๆ หอมหวานและกรอบนอกนุ่มในจ้า เนื้อสีเหลือง เห็นแล้วอยากกินมากๆ เหตุผลเพราะว่าทุเรียนเขาจ้าวปลูกในพื้นดินเชิงเขาตะนาวศรีและเป็นเทือกเขาเชื่อมกันเป็นเขตแดนไปถึงเมียร์ม่าร์

ดังนั้นเทือกเขาตะนาวศรี พอฝนตกหนักน้ำฝนที่ไหลจะนำพาแร่ธาตุลงมาทับถมและซึมลงใต้พื้นดินทำให้ดินดี น้ำดีและมีอากาศดีด้วย เหตุผลนี้จึงเชื่อว่าทำให้ทุเรียนเขาจ้าว รสชาติอร่อยเป็นที่นิยมชมชอบของคนชอบกินทุเรียนครับ พี่หนุ่ม-สุทนขอสารภาพ เป็นอีกคนที่ชอบกินทุเรียนมากๆ และครั้งนี้ได้กินทุเรียนเขาจ้าว วันที่ได้เดินทางไปเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมายืนกินทุเรียนใต้ต้นทุเรียนสวน ต.เจริญทรัพย์ กินไปแล้ว 7 เม็ดเนื้อทุเรียนนะจ๊ะ ขอบอกอร่อยจุงเบยว้าวๆ ต้องหาโอกาสเดินทางไปอีกสักครั้งหนึ่ง เพราะทุเรียนเขาจ้าวออกสู่ตลาดประมาณกลางเดือนกรกฎาคมและกลางเดือนสิงหาคม 2562  นี้เท่านั้น

สำหรับสวน ต.เจริญทรัพย์มีต้นทุเรียน 3 ต้น อายุกว่า 30 ปี ซึ่งให้ผลผลิตมากกว่า 100 ลูกน่าทึ่งมาก และต้นอื่นๆ ก็ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมาก นักท่องเที่ยวควรจะเดินทางเข้าไปศึกษา และปัจจุบันทุเรียน ต.เขาจ้าวมีทั้งหมดประมาณ 420 ไร่ พันธุ์ทุเรียนหมอนทองทางชาวเกษตรกรไปซื้อมาจาก จ.ระนองและ จ.ชุมพร

ส่วนทุเรียนพันธุ์หมอนทองเมื่อปลูกแล้วก็กลายพันธุ์เป็นทุเรียนเขาจ้าว ตามชื่อ ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์  สำหรับถนนเดินทางเข้าและออกแสนลำบากมากเมื่อยิ่ง 35 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านในหมู่ 6 เค้าจะเดินทางไปซื้ออาหารในตัว อ.ปราณบุรี ใช้เวลาไปและลับร่วม 3-4 ชั่วโมงเนื้อหมูเน่าเสีย? ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ

เพราะคุณชาตรีหรือพี่ต๋อย เล่าประสบการณ์ให้ฟังครับเดินทางด้วยรถจี๊ป(Jeep ) คันเล็กๆ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้เดินทางแบบวิบาก วิบากได้เป็นอย่างดีครับ และปัจจุบันไฟฟ้าไม่มีลงไปใน ต.เขาจ้าว ชาวบ้านใช้เป็นโซล่าเซลล์ สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี สำหรับถนนเป็นลูกรังเริ่มทำแล้วน่าจะแล้วเสร็จประมาณสิ้นปี 2562 ครับ

ส่วนคนชอบกินทุเรียนเขาจ้าวสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณชาตรี จาบกัน โทรศัพท์ 090-4472336 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-513885 และ 032-513871 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.และขอบคุณนางสาวโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ที่ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์เป็นอย่างดีเยี่ยม

#ชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน

#bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

#ทททสำนักงานสุรินทร์(สุรินทร์-ศรีสะเกษ)

#จังหวัดสุรินทร์ #ศรีสะเกษ

#ท่องเที่ยวชุมชน

#tourismlocallife

 

อ่านต่อ

เที่ยวเมือง 3แม่ เส้นทาง แม่สอด แม่สะเรียงและแม่ฮ่องสอน เลียบแม่น้ำเมย

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน เดินทางไปเที่ยวเมืองสามแม่ เส้นทาง อ.แม่สอด-แม่สะเรียงและแม่ฮ่องสอน เลียบแม่น้ำเมย ตะเข็บชายแดนไทยกับเมียร์ม่าร์

วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน จะพาเดินทางไปเที่ยวเส้นทางสามแม่ของ จังหวัดภาคเหนือ 3 คืน 4 วัน เริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 08.30 น. ถึงตัวเมืองตาก  แวะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นศาลแห่งแรกของไทย เสร็จแล้วมานั่งทานอาหารริมน้ำปิง มองวิวทิวทัศน์สวยงามในแม่น้ำปิง

ได้เวลาพอสมควรเดินทางต่อเส้นทาง อ.แม่สอด ผ่านศาลเจ้าพ่อพะวอ ต้องแวะขอพร เจ้าพ่อพะวอเคยเป็นนักรบชาวกะเหรี่ยงปะกากะญอและดูแลเมืองแม่ละเมาเมืองหน้าด่านสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและชาวบ้าน ชาวเขาเรียกวีรบุรุษผู้กล้าปกป้องแนวชายแดนเมืองแม่สอด ศาลเจ้าพ่อพะวอสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่สอด

ได้เวลาพอสมควรอีกแล้วจ้า เดินทางไปต่อไปยังตัวอำเภอแม่สอด เข้าชมศิลปะการจัดสร้างวัดไทยวัฒนาราม เป็นศิลปะแบบพม่า ดูโดดเด่นเช่นองค์พระเจดีย์สีทองเหลืองอราม ด้านหน้ามีสิงห์โตคู่เป็นจุดเด่นของวัดนี้และนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ศิลปะพม่า

 

แล้วเดินทางเข้าที่พักโรงแรมใน อ.แม่สอด ราคาไม่แพง 600 บาท พร้อมอาหารเช้าด้วยนะคร๊าบทุกท่าน

รุ่งขึ้นวันที่ 2 เวลา 07.30 น. ออกเดินทางเข้าตลาดแม่สอด มีพระภิกษุสามเณรออกมาบิณฑบาตทุกวันนักท่องเที่ยวใส่บาตรพระได้

แต่ที่น่าสนใจคือโรตีโอ่ง กลายเป็นอาหารเช้าชาวแม่สอดและนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวอ.แม่สอด จ.ตาก จะต้องแวะมาลองรับประทานกันดูครับ

 

(ขอเล่าเรื่องราวโรตีโอ่งให้ฟัง แต่เดิมชาวอินเดียกินโรตีเป็นอาหารเช้า เค้าใช้ภาชนะกลมๆ ใส่ไฟให้ร้อนเอาแผ่นแป้งโรตีตบแป้งให้ติดในภาชนะกลมๆ จนสุก กรอบแล้วกินกับแกงหรือผัดต่าง ๆ ต่อมาชาวอินเดียเดินทางไปค้าขายในประเทศพม่านำวัฒนธรรมการกินโรตีแบบชาวอินเดียเข้ามาด้วยและขยายเข้ามาในตลาดแม่สอดโดยเห็นโอ่งน้ำเล็ก ๆ ของชาวไทยกลม ๆ ก็ทดลองทำโรตี ปรากฏว่าทำและกรอบน่ารับประทานมาก จึงเรียกขานกันว่าโรตีโอ่งแม่สอดกรอบ ๆ และหอม ฉีกชิ้นเล็ก ๆ จิ้มนมมีกาแฟโบราณบวกน้ำชา กลายเป็นอาหารเช้าในตลาดแม่สอด ที่นักท่องเที่ยวต่างชื่นชอบ)

เสร็จแล้วเดินทางไปสะพานมิตรภาพไทยเมียร์ม่าร์แห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำเมย บริเวณต่อไปจะเป็นย่านเศรษฐกิจของอ.แม่สอด  จ.ตาก

เดินทางต่อตามเส้นทางแม่สอด-แม่ละมาด(ควรแวะปั้มน้ำมัน เข้าห้องน้ำ เติมน้ำมันและซื้อของกินระหว่างเดินทาง) เส้นทางจากแม่ละมาดไป อ.ท่าสองยาง ถนนลาดยางดีมาก ผ่านตลาดท่าสองยางเลียบแม่น้ำเมย ไปจอดรถจุดชมวิวสายน้ำเมยไหลผ่านเชิงเขา 2 แผ่นดิน ไทยกับเมียร์ม่าร์ มีเรือข้ามฝากไปและกลับชาวบ้าน 2 ฝั่งแม่น้ำเมย

(จุดชมวิวช่วงหน้าหนาวอากาศดีวิวทิวทัศน์สวยงามและใช้บริการห้องน้ำได้)

เสร็จแล้วต้องเดินทางไปวัดมงคลคีรีเขต วัดนี้เป็นวัดสำคัญของชาวท่าสองยางติดแม่น้ำเมย นมัสการขอพรครูบาสร้อย สังขารท่านไม่เน่าเปื่อยประดิษฐานในมณฑล ครูบาสร้อยท่านเป็นคนเมืองบุรีรัมย์เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาวิชากรรมฐานมาในปี 2497 ท่านเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาความรู้ตามเขาและเดินทางเลียบชายแดนแม่น้ำเมยถึงวัดท่าสองยางปี 2498 เห็นกุฏิไม้เล็กๆ ท่านได้พบกับตุ๊เจ้าเสือแล้วสนทนาธรรม นั่งสมาธิกรรมฐาน ต่อมาได้ร่วมกับชาวบ้านในเขต อ.ท่าสองยาง จัดพิธีอุปสมบทพระภิกษุสามเณรจนเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน วัดท่าสองยางเริ่มเจริญขึ้นและเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมงคลคีรีเขต สำหรับครูบาสร้อย เทพเจ้าแห่งท่าสองยาง ในปี 2504 ท่านจะละสังขารคืนนั้นพระภิกษุสามเณรนั่งสมาธิหน้าห้องครูบาสร้อยถึงตี 4 ท่านก็ละสังขาร

คณะเดินทางต่อเส้นทางจากนี้ไปขึ้นเขาทางโค้งและวกวนไปมา 3 โค้ง ซ้าย ขวาและโค้งอันตรายฮ่าๆ ไปแกวง ๆ กันไป สนุกนาน สบายๆ ประมาณ 30-40 ก.ม ถึงพื้นราบผ่านชุมชนเห็นป้ายร้านอาหารเล็ก ๆ บอกร้านสุดท้ายของ จ.ตาก คณะสื่อมวลชนบอกจอดรถได้ยินเสียงถามหิวมั้ย ไม่หิวแต่พอเข้าร้านอาหารทุกคนสังตามใจชอบ ก๋วยเตี๋ยวเล็ก ใหญ่ บะหมี่ต้มยำ ทุกคนอิ่ม(เจ้าของร้านใจดี บอกเดินลงแม่น้ำเงาซิ มีร้านอาหาร ว้าวพึ่งบอก ถ้าบอกก่อนคณะสื่อมวลชนต้องกินอาหารประเภทส้มตำ ไก่ย่างและปลาเผา เสียดายจังขอบอก)

แม่น้ำเงาเป็นเส้นแบ่งเขต อ.ท่าสองยาง จ.ตากกับอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน แม่น้ำสายนี้ช่วงเดือนเมษายนทุกปี น้ำจะน้อยลง ชาวบ้านนำโต๊ะ เก้าอี้ ร่มกางให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนลงเล่นน้ำ กินอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวแม่น้ำเงามีไปจนเข้าช่วงฤดูฝน พอข้ามสะพานมาคือเขตอุทยานแห่งชาติน้ำเงา จุดชมวิวแม่น้ำสองสี คือแม่น้ำเงาไหลมารวมกับแม่น้ำเมยกลายเป็นแม่สองสี ได้เวลาพอสมควรอีกแล้ว ออกเดินทางต่อไป อ.แม่สะเรี่ยง จ.แม่ฮ่องสอน(ควรพัก1คืน)

รุ่งขึ้นวันที่ 3 เวลา 08.30น. ออกเดินทางไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ระหว่างเดินทางแวะท่องเที่ยวได้ จุดแรกจุดชมวิวผาบ่องมีป่าไม้ ร่องน้ำในหุบเขาดูสวยงาม นั่งร้านกาแฟสดและเก็บภาพถ่ายเสร็จแล้ว

เดินทางต่อผ่านวิถีของชาวบ้านผาบ่องควรแวะชมและชิมถั่วลายเสือคั่วทราย สินค้าท้องถิ่นใช้เตาคั่วแบบโบราณและยังมีถั่วสายฟ้าผาบ่อง ถั่วเหลือง ถั่วแปยี ถั่วแปหล่อและถั่วปากอ้าเป็นต้น

เดินทางต่อไปถึงชุมชนบ้านผาบ่องแวะท่องเที่ยวและชมศูนย์เรียนรู้ สะพานข้าว 9 เพื่อสุข สะพานไม้ไผ่ทอดยาวข้ามทุ่งนา

สามารถร่วมกิจกรรมได้เช่นถั่วลายเสือคั่วทราย การทอผ้า ทำนาด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ ในชุมชนบ้านผาบ่องมีร้านกาแฟสดและร้านอาหาร มีบริการห้องพัก ทุกวันเสาร์ อาทิตย์มีตลาดชุมชนประเภทสินค้าท้องถิ่นเสื้อผ้าชาวไทยใหญ่ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ

ได้เวลาอีกแล้ว เดินทางเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เข้าที่พักเสร็จแล้ว เดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมู เป็นวัดสำคัญของเมืองแม่ฮ่องสอนมาตั้งแต่สมัยพญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองคนแรกเมืองแม่ฮ่องสอน เวียนเทียนรอบองค์พระธาตุเจดีย์ ถ่ายภาพสวยงามแสงอาทิตย์ลับขอบเขา แล้วลงมากินอาหารค่ำในตัวเมือง เสร็จแล้วนั่งรถตุ๊ก ๆ ชมบรรยากาศตัวเมืองแม่ฮ่องสอน รถตุ๊ก ๆ จะพาไปหลายสถานที่ ขอยกตัวอย่าง 2 ที่คือวัดจองกลางยามค่ำคืน แสงไฟองค์พระธาตุเจดีย์ประดับงดงามและมีเงาสะท้อนลงในบึงน้ำถ่ายภาพสวยงาม จุดที่ 2 เสาร์ อาทิตย์มีตลาดนัดถนนคนเดินมากด้วยสินค้าท้องถิ่นและอาหารการกิน ได้เวลาอีกแล้วคราวนี้เวลานอนครับกลับที่พักได้

รุ่งเช้าวันที่ 4 เวลา 06.00น .เดินทางไปตลาดยามเช้าแม่ฮ่องสอนวิถีชาวเมือง พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตเป็นอีกหนึ่งบรรยากาศในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

 

แล้วเดินทางไปเที่ยวภูโคลนใต้พิภพมีแร่ธาตุตามธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอาบน้ำแร่  ฟอกหน้าฟอกตัวด้วยโคลนและพร้อมผลิตภัณฑ์ความงาม

เดินทางต่อไปเที่ยวถ้ำปลาถ้ำนี้อยู่เชิงเขาตามธรรมชาติ ปลาพวงอาศัยอยู่เต็มปากถ้ำมองคล้าย ๆ บ่อน้ำแต่ลึกมาก มีฤาษีนั่งจำศีลอยู่ปากถ้ำ (ฮ่า ๆ รูปปั้นนะจ๊ะ)  แต่ชาวบ้านเล่าขานเคยมีฤาษีมานั่งบำเพ็ญศิลบริเวณถ้ำปลาดังนั้นถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของเมืองแม่ฮ่องสอน

ถ่ำปลา @แม่ฮ่องสอน

โพสต์โดย Bigmap Travel เมื่อ วันอังคารที่ 9 เมษายน 2019

ได้เวลาแล้วต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตามเส้นทางแม่ฮ่องสอน -อ.แม่สะเรี่ยงถึงอ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง(พักกินข้าว อ.ฮอด)

แล้วออกเดินทางไปเส้นทาง อ.ดอยเต่า-อ.ลี้ จ.ลำพูน ขึ้นเขาไม่สูงมากแบบชิล ๆ สบาย ๆ ลงเขต อ.เทิง จ.ลำปาง(พักเติมพลังก่อน)แล้วเดินทางต่อผ่านตัวเมืองตาก เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ถึงประมาณตี 2 (ท่านเคยได้ยินคำนี้มั้ย กำหนดการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) หรือหยุดพักแรมใน อ.บ้านตาก จ.ตากก็ได้ (ราคาที่พักประมาณ 500-600 บาท น่าสนใจนะจ๊ะ) เส้นทางท่องเที่ยวเลียบแม่น้ำเมย สามแม่ 1.แม่สอด จ.ตาก 2.แม่สะเรี่ยง จ.แม่ฮ่องสอน และ3.แม่ฮ่องสอน

ท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์  05 3-612-982-2 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30น. หรือ E-mail Address:tatmhs @tat.or.th หรือhttp:// www.tourismthailand.org/ maehongson และขอขอบคุณ ผอ.ฉัตรชัย  ชินคำ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนการเดินทางและขอขอบคุณ ผอ.โยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวเป็นอย่างดีครับ

 

ร่วมสนับสนุนการเดินทางโดยโกริจิ้นดี

 

อ่านต่อ

พี่หนุ่มสุทน ชวนเที่ยวเทือกเขาหลวงกรุงชิง เมืองงามในหุบเขา จ.นครศรีธรรมราช

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน เดินทางท่องเที่ยวชุมชนกรุงชิงเขตเทือกเขาหลวง อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรราช  วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน มีเรื่องมีราวมาเล่าให้ฟังเหมือนเดิม เนื่องจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวเดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.นครศรีธรรมราช แล้วขึ้นไปพักแรมเชิงเขาเรียกว่าหนำไพรวัลย์ อากาศดีวิวทิวทัศน์สวยงาม ถึงที่พักตอนค่ำๆ ประมาณ2ทุ่ม คณะสื่อมวลชนทานอาหารแล้วเสร็จ พร้อมกิจกรรมยามค่ำปั่นขนมโค เป็นขนมพื้นบ้านของทางภาคใต้ เสร็จเรียบร้อย ก็ริบเข้าห้องพักเหตุผลเพราะต้องตื่นก่อนรุ่งอรุณคือตี 5

   

พร้อมกันแล้ว ออกเดินทางไปชุมชนชาวกรุงชิง ต.กรุงชิง อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรมราช คณะสื่อมวลชนมาบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ เพื่อเปลี่ยนจากรถตู้ แล้วใช้บริการรถยนตร์ของชาวชุมชนกรุงชิง(รถขับเคลื่อน4ล้อ)ไปสัมผัสบรรยากาศทะเลหมอกเขาจังโหลน คณะสื่อมวลชนไปถึงจุดชมทะเลหมอกเขาจังโหลนประมาณ6โมงเช้า ด้วยรถยนต์ขับเคลื่อน4ล้อ(4WD )ไปตามริมเขาสวนยางพาราแบบวิบากโยกเยกเอย แต่สนุกดีและมีเสียงบ่นบ้างเล็กน้อย เจ็บก้นเจ็บหลังตามภาษาผู้สูงอายุฮ่าๆ แต่พี่หนุ่ม-สุทน ไม่เป็นเช่นนั้น(ให้กำลังใจตนเองฮิฮิบรรยากาศชิวๆ)

   

   

   

พูดถึงจุดชมทะเลหมอกเขาจังโหลนในเทือกเขาหลวงเขตชุมชนกรุงชิงขอบอกว่าตื่นตา ตื่นใจจุงเบย ขอใช้สำนวนวัยรุ่นนิดหนึ่งครับ เพราะ จุดชมทะเลหมอกอยู่ด้านบนสูงกว่าทะเลหมอกจึงถ่ายภาพได้สวยงามบวกกับแสงอาทิตย์ยอดเขาทำให้คณะสื่อมวลชนยอมรับว่าเป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามจริงๆและหาชมได้ยาก นอกจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปเที่ยวชมทะเลหมอกเขาจังโหลนได้ตลอดทั้งปี ในช่วงเวลาเช้าๆ ของวันเท่านั้น เพราะถ้าไปสายแล้วมาบอกว่าไม่เห็นมีหมอกเลยก็คงไม่ได้นะ นักท่องเที่ยวชื่นชอบและถ่ายภาพทะเลหมอกควรจะหาโอกาสเดินทางไปเที่ยวจุดชมทะเลหมอกเขาจังโหลนนะจ๊ะจะบอกไห้

   

   

     

เสร็จแล้วคณะสื่อมวลชนเดินทางกลับมาบ่อน้ำพุร้อนกรุงชิงเพื่อทานอาหารเช้าอาหารประจำท้องถิ่น ขนนจีนแบบชาวนครศรีธรรมราช มีน้ำยาสูตรของชาวกรุงชิง แกงไตปลาพร้อมผักสดๆ แถมด้วยปลาทอด ตบท้ายด้วยทุเรียนชาวสวนหรือเรียกว่าทุเรียนบ้าน(ทุเรียนบ้านต้องตกจากต้นทุเรียนลงมาที่พื้นเองคือทุเรียกสุกจึงเก็บมารับประทานได้)ทุกคนอิ่มแล้วร่างกายบอกว่าอยากจะนอนหลับ แต่คณะสื่อมวลชนต้องเดินทางต่อ

ส่วนกิจกรรมเดินทางไปเที่ยวชุมชนกรุงชิงพี่สุทนขอสรุปให้สำหรับผู้ที่สนใจไปเที่ยวกันครับ

1.ขึ้นไปชมทะเลหมอกเขาจังโหลน

2.ทานอาหารเช้า

3.อาบน้ำแร่มีห้องแช่น้ำแร่และนวดแผนไทย

4.ล่องแพลำน้ำกรุงชิง

5.เดินไปเที่ยวน้ำตกกรุงชิงเป็นน้ำตกที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปถึงชั้น7ก่อนแล้วเดินลงไปชั้นที่1

พี่หนุ่ม-สุทน ขอเล่าเรื่องราวของคำว่ากรุงชิงแตกหรือยุทธการของทหารนาวิกโยธินกองทัพเรือเป็นหน่วยเฉพาะกิจ201 ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ผกค)ในวันที่15เมษายน2520 ในเขตเทือกเขาหลวงและสามารถยึดค่ายกรุงชิงเป็นผลสำเร็จ81ค่าย แต่ละค่ายละสมเสบียงอาหารไว้จำนวนมาก สมัยนั้นคือ ต.นพพิตำ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบัน ต.กรุงชิง อ.นพพิตำ จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับชื่อกรุงชิงมาจากชื่อพันธุ์ไม้กระกูลปาล์มคือต้นชิง”มีขึ้นอยู่มากในพื้นที่ราบเขตเทือกเขาหลวงและเส้นทางไปน้ำตกกรุงชิง น่าเดินทางไปเที่ยวและศึกษาประวัติศาสตร์ร่องรอย(ผกค)ชุมชนชาวกรุงชิง

ท่านที่สนใจอยากจะเดินทางไปเที่ยวเทือกเขาหลวงเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวงตามสถานที่ท่องเที่ยวที่พี่หนุ่ม-สุทน เล่าให้ฟัง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 075-346515-6 ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30น

ขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครศรีธรรมราช ได้เชิญคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวเดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.นครศรีธรรมราช เพื่อนำมาประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราช

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน #จังหวัดนครราชสีมา

อ่านต่อ

ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย สถานที่ชมทะเลหมอกสุดฮิตอีกแห่งของประเทศไทย

ภูชี้ฟ้า

ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย สถานที่ชมทะเลหมอกสุดฮิตอีกแห่งของประเทศไทย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 10 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ลักษณะเป็นหน้าผาสูงเป็นแนวยาวไปตามแนวชายแดน บริเวณปลายสุดของหน้าผามีลักษณะแหลมคล้ายกับนิ้วมือชี้ยื่นออกไปในอากาศ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ภูชี้ฟ้า” จุดที่สูงสุดของภูชี้ฟ้าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,200 ถึง 1,628 เมตร เบื้องล่างของหน้าผาเป็นแอ่งหุบเขา เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านเชียงตอง แขวงไชยบุรี ประเทศลาว

ภูชี้ฟ้า

อ่านต่อ

เขากระโจม สวนผึ้ง เก็บภาพพระอาทิตย์ตก ทิศตะวันตกสุดของประเทศไทย

เขากระโจม สวนผึ้ง ราชบุรี

เขากระโจม สุดเขตแดนตะวันตก ประเทศไทย

นี่คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมงานเที่ยวเพลิน ได้มีโอกาสกลับขึ้นไปที่ เขากระโจม อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างจากทุก ๆ ครั้งที่ทีมงานได้ขึ้นไป เพราะเราได้เลือกช่วงเวลาของบ่ายวันหนึ่งที่ดูแล้วฟ้าฝนจะเป็นใจให้เรามิใช่น้อย เพราะหลังจากฝนตกอยู่หลายวันทำให้กำหนดการที่คิดไว้ต้องคลาดเคลื่อนออกไป แต่แล้วในที่สุดวันนี้ก็ได้ทำตามเสียงเรียกของหัวใจที่ทีมงานต้องการขึ้น เขากระโจม ไปเก็บภาพพระอาทิตย์ตก ที่ทิศตะวันตกสุดของประเทศไทยให้ได้ เพราะครั้งก่อนๆ นั้นเราเลือกที่จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นกันมาแล้ว แต่ปีนี้ต้องการนำเสนอความแปลกใหม่ของการเดินทาง เพื่อคุณผู้อ่านที่น่ารักของเราให้ได้มองในมุมที่ต่างออกไปบ้าง    วันนี้ทีมงานของเราก็ครบ แล้วพร้อมเดินทางกันตอนประมาณบ่ายสามโมง หลังจากจัดเตรียมสัมภาระต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย และครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ ที่นอน ผ้าห่ม ยากันยุง และอาหาร สำหรับมื้อเย็นคืนนี้ เพราะพวกเราทีมงานตั้งใจว่าขึ้นเขากระโจม คราวนี้จะให้ได้ทั้งสองรูปแบบกันเลยทีเดียวค่ะ ทั้งพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น ทีมงานจึงจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อจะขึ้นไปตั้งเต็นท์รับอากาศสุดแสนโรแมนติกอยู่บนยอดเขากระโจมกันเลย

ลุยกันเลย…ออกเดินทางขึ้น เขากระโจม

เมื่อทุกอย่างพร้อม คนขับรถเจ้าประจำของเราก็พร้อมคือ คุณอาร์ต ซึ่งค่อนข้างคุ้นเคยกับทีมงานของเราเป็นอย่างดีเพราะมาครั้งใดก็เลือกใช่บริการคุณอาร์ตอยู่เสมอๆ ด้วยเพราะคุณอาร์ตเป็นคนในพื้นที่ที่มีความชำนาญในเส้นทางเป็นอย่างดี บวกกับอัธยาศัยไมตรีที่มีให้นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ซึ่งจุดแรกเรามาแวะไหว้พระกันก่อนจะอยู่ที่ตรงจุดผ่านด่าน ตชด. เพื่อความเป็นสิริมงคล แล้วก็แจ้งท่านว่าขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัยทั้งไป ทั้งกลับ….สาธุ…… ด้วยระยะตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงยอดเขา นั้นมีระยะทางทั้งหมดประมาณ 9 กิโลเมตร เราจะเริ่มด้วยถนนลาดยางระยะทางราว 4 กิโลเมตร ซึ่งถนนช่วงนี้ค่อนข้างสบายๆ เดินทางมาได้ซักระยะเราจะเห็นศาลเจ้าพ่อเขาคอด เราจึงแวะลงไปไหว้ท่านซักหน่อย ถือเป็นการบอกกล่าวเจ้าที่ เจ้าทางสักเล็กน้อย จากนั้นลงมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศทั่วไป แต่ขอบอกได้เลยว่า นี่เพียงแค่จุดเริ่มต้น วิวก็สวยมากๆ เลยทีเดียว เมื่อหอมปากหอมคอกับการถ่ายรูปแล้วเราจึงเดินทางกันต่อ คราวนี้จะเป็นของจริงแล้วนะคะ ที่ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ถนนอย่างนี้ต้องโฟร์วีลเท่านั้นที่จะผ่านไปได้ ฟังแคนี้ก็ตื่นเต้นแล้วใช่มั้ยละคะ เส้นทางที่เหลืออีกประมาณ 5 กิโลเมตรนั้น มีทั้งหลุม ทั้งบ่อ ทางก็ขรุขระแบบสุดๆ อีกอย่างชื่อก็บอกว่าเป็นเขา เส้นทางก็ต้องมีลาดชันเป็นธรรมดา (แต่ไม่ธรรมดาที่ความสูงนะจ๊ะ ขอบอกไว้ก่อน)

ผจญภัยระหว่างทางขึ้น เขากระโจม

นอกจากจะมีความลาดชันสูงแล้ว ระหว่างทางบางช่วงก็มีบ่อน้ำขนาดกว้าง ที่ลึกพอสมควร ที่เราต้องวิ่งฝ่าไป ก็เป็นอีกหนึ่งโมเม้นของความตื่นเต้นได้ดีเลยทีเดียวขอบอก ดังนั้นอย่างที่เราแนะนำตั้งแต่แรกว่าเราต้องใช้บริการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญกับพื้นที่จริงๆ เพราะเส้นทางที่นี่เขาแสนจะหฤโหดจริง เพื่อเป็นการเซฟความปลอดภัยของตัวเราเอง ควรเลือกใช้บริการของคนในพื้นที่ดีกว่านะจ๊ะ ทีมงานชาว บิ๊กแมพ ของเราเป็นห่วง

แวะชมความสวยงามของ น้ำตกผาแดง ก่อนถึง เขากระโจม

ระหว่างทางจะถึงเขากระโจมตรงบริเวณด่านตรวจบุษราคัม เราก็มีอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวชมธรรมชาติมาแนะนำให้คุณผู้อ่านได้เข้าไปชม แต่ขอบอกก่อนเลยนะว่า ต้องเดินเท้าเข้าไป แต่สำหรับผู้ที่มาแล้วเชื่อว่าแค่การเดินเท้าแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กๆ ใช่มั้ยละคะ เราจึงลงจากรถแล้วเดินเท้าท่ามกลางต้นไม้แมกไม้สีเขียวขจี ที่ให้ความร่มรื่นตลอดทาง เดินไปตามทางไม่เกินสองร้อยเมตรเราก็จะพบน้ำตก ที่ไหลผ่านหน้าผาที่สีแดง เขาจึงเรียกที่นี่ว่า น้ำตกผาแดง อย่างไรละคะ ที่นี่เป็นน้ำตกขนาดกลาง ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ แต่เราสามารถที่จะถ่ายรูปกับความสวยงามของน้ำตก และรับความชื่นฉ่ำของสายน้ำที่ตกกระทบโขดหิน แค่นี้เราก็สดชื่นมีพลังที่จะเดินทางตะลุยขึ้นเขากระโจมกันต่อแล้วละ (แต่ขอเตือนเพื่อนๆ ไว้อีกอย่างนะคะ ด้วยความชื้นของที่นี่ทำให้มีตัวทากดูดเลือดจำนวนมาก แต่ก็มีวิธีป้องกันมาแนะนำเพื่อนๆ โดยการสวมถึงเท้ากับรองเท้าผ้าใบจะเป็นการดีที่สุด หรือถ้าใครไม่ได้เตรียมมาก็หมั่นมองเท้าของตัวเองไว้นะจ๊ะ ถ้าเห็นแล้วต้องดึงออกทันที ไม่ให้ตัวทากนั้นดูดเลือดเรานานจนเกินจะเป็นการดีที่สุดจ้า) เราจึงเดินเท้าออกมาทางเดิมเพื่อขึ้นรถแล้วเดินทางกันต่อดีกว่าไม่อย่างนั้นมันจะค่ำแล้วเราจะไม่ได้เก็บภาพความประทับใจของพระอาทิตย์ที่กำลังตกหายไปกับภูเขาสีเขียวกันน่ะ

จากด่านบุษราคัมก็จะเหลือระยะทางอีกไม่มากก็จะถึง ยอดเขากระโจมกันแล้ว แต่เส้นทางนี่สิยิ่งใกล้เท่าไรเส้นทางก็เหมือนจะยิ่งลาดชันมากขึ้นเท่านั้นทำให้ทีมงานของเราหลายคน หวาดเสียวไปตามๆ กัน แต่ด้วยสองข้างทางที่มีแต่สีเขียวชอุ่มมีหยดน้ำเกาะ กระทบกับแสงพระอาทิตย์ พวกเราชาวบิ๊กแมพจึงพร้อมใจกันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรับเอาอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปแบบลึกๆ แต่ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า อย่าเพิ่งสูดเข้าไปลึกขนาดนั้น เพราะบนยอดเขากระโจมยังมีอากาศที่บริสุทธิ์กว่านี้ให้คุณได้สูดแบบเต็มปอดเลยล่ะ

แล้วในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางกันจนได้ ก่อนอื่นทีมงานสาวๆ ของเราก็ไม่รอช้ารีบชักชวนกันไปถ่ายรูปกับลานกว้างที่เอาไว้จอดเฮลิคอปเตอร์ถ้าไปยืนถ่ายตรงนั้นเราจะเห็นแนวภูเขาที่เรียงรายสลับซับซ้อนกัน มองดูแล้วต้องร้อง เฮ้อ… ออกมาเลยละ เราจึงย้อนกลับไปคิดว่ามันคุมกับทางที่สุดแสนหฤโหดที่เราฝันฝ่ามาจริงๆ ตากล้องของเราก็กางขาตั้งกล้องเตรียมพร้อมไว้เลยทีเดียว บ่งบอกได้เลยว่าไม่ค่อยจะตื่นเต้นเท่าไร เมื่อถ่ายรูปกันไปแบบพอหอมปาก หอมคอแล้ว หัวหน้าทีมสุดสวยของเราก็เรียกให้ทุกคนไปจัดเตรียมสถานที่หลับ ที่นอนกันก่อนที่จะมืดค่ำเสียก่อน เราจึงร่วมแรง ร่วมใจกันกางเต็นท์ จัดแคมป์ปิ้งเล็กๆ เพื่อหุงหาอาหารมื้อเย็นกัน

ชมแสงสุดท้าย พระอาทิตย์ตกที่ เขากระโจม

“พระอาทิตย์จะตกแล้ว” เป็นเสียงร้องอันน่าตื่นเต้นของผู้หญิงนางหนึ่งที่ตะโกนขึ้น ทำให้ทุกคนนั้นหันไปทางทิศตะวันตกกันอย่างพร้อมกันเลยทีเดียว แล้วเราก็ต้องตะลึงกับสีแดง ส้ม ที่ส่องประกายคลอเคลียกับภูเขาที่เรียงรายกันอยู่ตรงหน้าเราตากล้องของเราก็รู้หน้าที่รีบรัวชัตเตอร์เป็นสิบๆ ย้ายไปมุมนั้นบ้าง มุมนี้บ้าง พวกสาวๆ ชาวบิ๊กแมพของเราก็ไม่น้อยหน้า หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายคู่กับพระอาทิตย์สีส้ม แสงสวยๆ ธรรมชาติมันก็คือธรรมชาติ ในที่สุดพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแบบไม่เห็นแม้แต่เงา พวกเราจึงเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาทันที สาวกุลสตรี (มั้ย) ทั้งหลายจึงเริ่มลงมือทำอาหารมื้อเย็นกันท่ามกลางแสงสลัว (เพราะตอนแสงเยอะมัวแต่ถ่ายรูปกันค่ะ) ในที่สุดเราก็ได้อาหารเย็นมารับประทานกัน (ตอนนี้รู้สึกได้เลยว่ากินเพื่ออยู่จริงๆ… อิอิ) กินไปคุยกันไป จิบชาร้อนๆ ท่ามกลางอากาศที่แสนจะเยือกเย็น กับสายหมอกที่ลอยคลอเคลียอยู่รอบตัวเรา และก็เป็นโชคดีของเราอีกเช่นกันที่ท้องฟ้าค่อนข้างเปิดทำให้เราสามารถมองเห็นดวงดาวที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้า ถึงจะมีไม่มากแต่ก็ช่วยสร้างความโรมแมนติกแบบเล็กๆ ได้เหมือนกันน่ะ สาวๆ ก็สร้างความโรแมนติกเล็กๆ ไปสักพักก็มีเสียงเรียก (อีกล่ะ) ว่า เข้านอนกันได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นกันนะ (เดากันถูกมั้ยละคะว่าเป็นเสียงของใคร) เราก็ไม่อยากที่จะขัดบัญชาจึงพากันเดินเข้าเต็นท์ใครเต็นท์มันเพื่อหลับพักผ่อนและแอบหนีอากาศหนาวด้านนอกไปขอซุกตัวใต้ผ้าห่มในเต็นท์กันดีกว่า…

ชมแสงแรกแห่งวัน และทะเลหมอกที่ เขากระโจม

อากาศกำลังเย็นสบายนอนอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น แต่เราก็ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อมาเจอกับสิ่งสวยงามที่รอเราอยู่เบื้องหน้า นั้นคืออีกหนึ่งสิ่งที่เรารอคอยคือพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง ในที่สุดเราก็จะได้ดูทะเลหมอกกันแล้ว เมื่อนึกได้อย่างนั้นก็ลุกขึ้นจากที่นอนแล้วออกไปก่อไฟต้มน้ำเพื่อชงกาแฟกันดีกว่า เมื่อกลิ่นของกาแฟเริ่มพวยพุ่งแต่ละเต็นท์ก็เริ่มขยับ สมาชิกของเราเริ่มออกมานั่งล้อมวงจิบกาแฟพร้อมกับเสียงสนทนารอการกลับมาของพระอาทิตย์ คุยกันได้สักพักแสงสีส้มก็เริ่มส่องขึ้นมา โดยไม่มีเสียงบอก เสียงเรียกแต่อย่างใด ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกันแล้วหันไปทางทิศตะวันออก เพื่อรอการขึ้นมาของพระอาทิตย์ที่กำลังลอยแทรกตัวออกมาจากหมอกสีขาวหนาทึบ ที่เราเรียกว่า ทะเลหมอกนั่นเอง เวลาผ่านไปพระอาทิตย์ก็ลอยพ้นทะเลหมอกขึ้นมาเรื่อยๆ ฉันจึงหันไปมองทุกคนที่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานมองไปที่พระอาทิตย์ มันช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจอะไรอย่างนี้ คิดได้ดังนั้นฉันจึงเดินถอยหลังไปนิดเพื่อเก็บภาพสมาชิกที่กำลังซึมซับกับทะเลหมอกที่อยู่เบื้องหน้า เมื่ออิ่มเอมกับการถ่ายภาพทะเลหมอกแล้ว เราหันมาถ่ายภาพกับป้ายสุดเขตประเทศไทยกันดีกว่า เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเรามาถึงแล้วนะ เขากระโจม สุดเขตประเทศไทยภาคตะวันตก

เผลอแป๊ปเดียวเวลาแห่งความสุขกับธรรมชาติเราจะหมดแล้วหรือนี่ มันน่าใจหายจริงๆ อย่างที่เขาบอกไว้จริงๆ ว่าเวลาแห่งความสุขนั้นช่างหมดเร็วอะไรอย่างนี้ เวลากลับของเราก็มาถึง เราทุกคนช่วยกันเก็บของเพื่อเดินทางกลับ แต่ดูจากสีหน้าทุกคนแล้วนั้นมีแต่ความเสียดาย และคงคิดเหมือนกันว่าเมื่อไรเราจะได้มารับอากาศที่บริสุทธิ์แบบนี้อีกนะ ทุกคนเสียดายที่ทริปนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอีก ใช่มั้ยละคะ พวกเราชาว บิ๊กแมพ จึงอยากให้เพื่อนๆ นั้นลองมาที่นี่ ที่เขากระโจมดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อย่างแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร มาดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างพวกเราสิค่ะ แล้วคุณจะติดใจ และจะได้รู้ว่าธรรมชาติประเทศไทยก็มีดีไม่แพ้ประเทศใดในโลกเหมือนกัน….

เขากระโจม สวนผึ้ง ราชบุรี

เขากระโจม สวนผึ้ง ราชบุรี

อ่านต่อ

ทะเลหมอกเขาค้อ ดินแดนแห่งสายหมอก สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย

“ทะเลหมอกเขาค้อมันเล่นตัว บางคนมากางเต็นท์นอนรอดูสองสามคืนยังไม่ได้เห็น” เจ้าของร้านขายของชำเล็กๆ ในอำเภอเขาค้อตรงข้ามจุดชมทะเลหมอกกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อวานคนเขามารอดูกันเต็มไปหมด จังหวะลมแรงเลยไม่เห็นทะเลหมอก แถมลมพัดมาแต่ละทีทำเอาขาแข้งสั่นไปหมด พรุ่งนี้ดูแล้วน่าจะมีให้เห็นถ้าลมคืนนี้ยังนิ่ง”

หากไม่เพราะมีลีลากวนใจเล่นตัว บางทีทะเลหมอกที่เขาค้อคงต้องขี้อายเป็นยิ่งนักเพราะกว่าจะปรากฏโฉมให้เห็นแต่ละครั้งเล่นเอานักท่องเที่ยวลุ้นกันใจหาย อากาศต้องดี ลมพัดไม่ได้ เพราะแม้ทุกวันที่เขาค้อจะมีหมอกลงหนา ทว่าปรากฏการณ์ทะเลหมอกอาศัยปัจจัยต่างออกไป หากมีลมแรง สายลมตัวดีจะพัดเอาหมอกฟุ้งกระจายไม่มารวมตัวกัน หรือหากหมอกหนาจัดเกินไปจะกลายเป็นหมอกขาวห่มตัวมองทางไหนก็ขาวโพลน

แต่ลองมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้โชคดีเห็นทะเลหมอกเขาค้อแล้วล่ะ คุณต้องตกหลุมรักมันแน่นอน

เขาค้อเป็นดินแดนแห่งสายหมอก เป็นดินแดนซึ่งได้รับการขนานนามว่าสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย บริเวณซึ่งปกติจะเกิดทะเลหมอกคือพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย ทางเทศบาลเขารู้ดีจึงจัดทำจุดชมวิวสุดเลิศซึ่งสามารถชมทะเลหมอกอย่างแจ่มแจ้งเต็มสองตาไว้ริมทางหลวงหมายเลข 2196 ตรงข้ามกับหน่วยงานราชการต่างๆ แถมยังเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทมากมายซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการชมทะเลหมอกแบบแนบชิด

ทุกเช้า จุดชมทะเลหมอกแห่งนี้จะคลาคล่ำด้วยนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวหรือเทศกาลเพราะฝั่งตรงข้ามตามสถานที่ราชการถือเป็นจุดกางเต็นท์ซึ่งได้รับความนิยมไม่น้อย หากใครต้องขับรถจากจุดอื่นเพื่อมาชมทะเลหมอก แนะนำให้มาเช้าสักนิดจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่จอดรถไม่พอ (ทั้งที่จริงตรงนั้นมีที่จอดรถไม่ใช่น้อย) และทันทีที่แสงสว่างเริ่มปรากฏจะรู้แล้วล่ะว่าโชคดีเป็นของคุณหรือไม่

“ว้าว… สวยจังเลยแม่” สาวน้อยวัยประถมคนหนึ่งร้องอย่างเริงร่าหลังสายตาสัมผัสทะเลหมอกสีขาวดูหนานุ่มปุกปุยเหมือนขนมสายไหมอยู่ในหุบเขากว้างเบื้องล่าง

“ถ่ายรูปๆ กัน” เธอว่า เรียกยิ้มจากผู้เป็นแม่และทุกคนตรงจุดชมวิว

แสงอาทิตย์กระจ่างตามเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินหน้าอย่างช้าๆ เผยความงดงามปรากฏแก่สายตา หุบเหวเบื้องล่างเต็มไปด้วยหมอกหนาขาวโพลนบดบังอ่างเก็บน้ำรัตนัยจนหมด ทิวทัศน์ซึ่งเคยเห็นกว้างขวางหลงเหลือเพียงครึ่งเดียวตรงที่ไร้ทะเลหมอกปกคลุม ยิ่งทอดสายตาออกไปไกลเท่าใดยิ่งเห็นหมอกขาวห่มคลุมยอดเขามากขึ้น ขณะที่มองไปบริเวณรีสอร์ทหลากหลายใกล้ตาล้วนพบเห็นนักท่องเที่ยวออกมาริมระเบียงหรือบนดาดฟ้าเพื่อสัมผัสทะเลหมอกในอีกมุมมอง

“เราลงไปข้างล่างกันดีกว่าแม่” สาวน้อยคนเดิมบอกแม่

ข้างล่างที่ว่าคือบริเวณเนินเขาของชาวบ้านซึ่งมีการปลูกดอกไม้หลากสีสันไว้อวดโฉมให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพสวยๆ เก็บความประทับใจกลับไป ไม่เพียงสาวน้อยเท่านั้น แต่สาวรุ่น สาวใหญ่อีกมากมายเดินลงบันไดตามเธอสู่ด้านล่างของจุดชมวิวเพื่อสัมผัสความงามยามรุ่งเช้าอันแสนเพลิดเพลิน

เสียงขาน หนึ่ง สอง สาม ดังขึ้นไม่ขาดสาย เหล่านายแบบ นางแบบ และตากล้องทั้งมือสมัครเล่นหรือไม่สมัครเล่นล้วนลั่นชัตเตอร์โพสต์ท่าแข่งกันด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะสนุกสนาน บ้างเน้นวิวฉากหลังไปที่ทะเลหมอก บ้างใช้ฉากหน้าเป็นดอกไม้สีสันสวยงาม ไม่ว่าเบื้องหลังกล้องภาพที่ได้จะออกมาสวยงามถูกใจมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้อย่างแท้จริงที่สุดคือห้วงเวลาของความสุขกับธรรมชาติบนเขาค้อ

“เอ้อ… ตรงนี้ค่อยเห็นชัด” นักท่องเที่ยวหนุ่มใหญ่กับครอบครัวซึ่งเพิ่งมาถึงจุดชมวิวพูดอมยิ้มแล้วหัวเราะร่า “พักอยู่ตรงอ่างเก็บน้ำข้างล่างโน่นแน่ะ เย็นสดชื่นดีนะแต่มองไม่เห็นอะไรเลยขาวไปหมด ขึ้นมาตรงนี้ค่อยมองเห็นเป็นทะเลหมอกหน่อย”

ตลอดเวลาที่เข็มนาฬิกากระดิกเดินอย่างช้าๆ นักท่องเที่ยวเวียนวนสลับหน้ากันมาชมความงามของทะเลหมอกกันไม่ขาด สาวน้อยคนเดิมอำลาไปแล้ว แต่มีสาวน้อยคนใหม่มาเจื้อยแจ้วแทนที่ ทุกคนมาที่นี่พร้อมรอยยิ้ม ยกกล้องหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยรอยยิ้ม และจากไปด้วยรอยยิ้มกับภาพรอยยิ้มซึ่งอัดแน่นอยู่ในกล้อง

ล่วงเลยใกล้เวลาเคารพธงชาติ หมอกซึ่งเคยขาวโพลนจึงจางลง อ่างเก็บน้ำรัตนัยที่เคยซ่อนตัวเงียบอยู่ใต้ผืนหมอกเริ่มเผยโฉมให้เห็น แต่ถึงกระนั้นยังมีสายหมอกหลงเหลือมากเพียงพอให้คนตื่นสายเพิ่งเดินทางมาถึงได้รีบหยิบกล้องออกมาแช้ะภาพกันยกใหญ่ เรียกว่าแม้จะมาสายแต่ยังมีรอยยิ้มให้เก็บเกี่ยวอยู่อีกไม่น้อย

กระทั่งที่สุดเมื่อแสงอาทิตย์แรงกล้า หมอกขาวจึงยากต้านกำลังและหายสลายไปในอากาศ หุบเขาสีขาวด้วยทะเลหมอกกลับกลายมาเป็นหุบเขาสีเขียวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ภารกิจการชมทะเลหมอกอันน่าอัศจรรย์ที่เขาค้อจึงลุแก่เวลาจบลงอย่างสมบูรณ์

แต่ความประทับใจไม่เคยจางหาย

รอยยิ้มของสาวน้อยที่มีให้กับทะเลหมอกเขาค้อยังฝังแน่นในหัวใจ

ภาพของเธอคงมีชีวิตชีวาอยู่อีกนานแสนนาน และผุดพรายขึ้นในทุกความทรงจำยามหมอกขาวพราวโอบรอบกาย…

จุดชมทะเลหมอกเขาค้ออยู่ริมทางหลวงหมายเลข 2196 ตรงข้ามกับสำนักงานสาธารณสุข มีที่จอดรถพอสมควร บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งรวมของรีสอร์ทมากมาย และนอกจากเป็นจุดชมทะเลหมอกแล้วยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกอันงดงามด้วย

ทะเลหมอก เข้าค้อ

ทะเลหมอก เข้าค้อ

ทะเลหมอก เข้าค้อ

 

อ่านต่อ

เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อัศจรรย์แห่งผืนไพร

เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

นับตั้งแต่ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 2524 แก่งกระจานก็สร้างชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วทุกสารทิศจากการเป็นพงไพรอันอุดมสมบูรณ์ มีธรรมชาติหลากหลายรูปแบบให้นักท่องเที่ยวทั่วไปจนถึงนักผจญไพรตัวยงได้ชื่นชม และกระทั่งทุกวันนี้การได้สัมผัสทะเลหมอกอันงดงามด้วยสองตาของตนเองก็ยังคงเป็นความฝันของผู้คนมากมาย ชนิดว่า “ขอสักครั้งในชีวิต” เลยทีเดียว

ด้วยความกว้างขวางใหญ่โตของแก่งกระจาน ทำให้ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งไม่เหมือนใครและนักท่องโดยมากอาจไม่คุ้นเคย วิธีเดินทางเที่ยวก็แปลกแตกต่างจากอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ทั่วไป ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมและวางแผนล่วงหน้า มิใช่ขับรถไปจอด จ่ายเงินค่าเข้า แล้วจะเที่ยวไหนก็เที่ยวตามใจ

พูดถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือที่ทำการอุทยานฯ กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวริมทะเลสาบเขื่อนแก่งกระจาน บริเวณนี้นักท่องเที่ยวเข้า-ออกตามสะดวก มีบ้านพักริมน้ำ รวมถึงลานกางเต็นท์ไว้บริการ จะตื่นมาชมแสงยามเช้า นั่งรับลมเย็นชมพระอาทิตย์อัสดงก็ตามแต่ใจชอบ ขณะที่ส่วนที่สองหมายถึงการขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ซึ่งปากทางเข้าอยู่ตรงด่านตรวจสามยอด ห่างจากที่ทำการฯ ออกไปรวม 20 กิโลเมตร และจำเป็นต้องใช้รถออฟโรดขับเคลื่อนสี่ล้อฝ่าฟันเข้าไปเท่านั้น

เบื้องหลังด่านตรวจสามยอดขึ้นไปนั่นแหละ… คือการสัมผัสป่าแก่งกระจานอย่างแท้จริง

การเดินทางสู่ เขาพะเนินทุ่ง

จุดชมวิว เขาพะเนินทุ่ง กม.ที่ 30บนถนนลูกรังสายเล็กๆ ทอดยาวสู่ผืนป่ายังสามารถแบ่งเป็นสองจุดใหญ่ คือจาก กม.ที่ 0 ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่ด่านตรวจสามยอดจนถึง กม.ที่ 15 แคมป์บ้านกร่าง อันเป็นจุดกางเต็นท์ค้างแรมในป่าแก่งกระจานจุดแรก ที่แคมป์บ้านกร่างมีกิจกรรมโดดเด่นคือการชมผีเสื้อนับหมื่นนับแสนตัวโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน อีกทั้งยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางดูนกที่นักดูนกชอบมาปักหลักค้างแรมจนได้รับการยกย่องให้เป็นจุดดูนกหายากที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

ช่วงต่อมาคือตั้งแต่ กม.ที่ 15 ขึ้นไป เส้นทางลูกรังเริ่มหฤโหดมากขึ้น เฉพาะรถทรงสมรรถนะเท่านั้นถึงจะตะลุยขวากหนามไปได้ ถึง กม.ที่ 30 จะเป็นพะเนินทุ่งแคมป์ อีกหนึ่งจุดค้างแรมของอุทยานฯ และยังเป็นจุดชมทะเลหมอกเลื่องชื่อ รุ่งสางของทุกวันนักท่องเที่ยวซึ่งกางเต็นท์นอนบริเวณพะเนินทุ่งแคมป์จะพากันเดินเท้าฝ่าอากาศเย็นฉ่ำใจมานั่งรอริมหน้าผาเป็นทิวแถวเพื่อชมทะเลหมอกสีขาวพร้อมแสงแรกของวันใหม่ให้แสนโรแมนติกยิ่งนัก เสริมทัพด้วยนักท่องเที่ยวซึ่งเหมารถออฟโรดขึ้นมาจากแคมป์บ้านกร่างหรือที่ทำการอุทยาน

ความงดงามของทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของนักท่องเที่ยวมานานนม มีความพิเศษคือเราสามารถชมความงามได้ในทุกฤดูกาลจนได้รับการยกย่องให้เป็นจุดทะเลหมอกสี่ฤดู แถมมีดีแบบดับเบิ้ลเพราะทะเลหมอกที่นี่เขาอยู่ยาวถึงสิบโมงเช้าเลยทีเดียวหากไม่มีลมกระโชกมารบกวน

จุดชมวิว เขาพะเนินทุ่ง กม.ที่ 36

การชมทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง ที่ กม.ที่ 30 คงนับเป็นเพียงออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อย เพราะเข้าไปลึกกว่านั้นอีก 6 กิโลเมตร หรือ กม.ที่ 36 เราจะยิ่งต้องตาโตตื่นตะลึงกับความงดงามความอัศจรรย์ของธรรมชาติมากขึ้น ทะเลหมอกผืนเดิมแต่ในระยะใกล้กว่าจนรู้สึกเหมือนเอื้อมมือไปแตะถึง ยิ่งเมื่อภาพทะเลหมอกเบื้องหน้าได้รับการผสานด้วยเสียงชะนีร้องดังกึกก้องผืนป่า ความประทับใจจะยิ่งต้องเพิ่มเป็นทวีคูณ

กระนั้นนอกจากการชมทะเลหมอก ดูนก ชมผีเสื้อ บนเขาพะเนินทุ่งยังมีความงดงามซ่อนตัวอยู่อีกมากมาย อาทิ น้ำตกทอทิพย์ ซึ่งต้องเดินป่าจากสุดถนนราว กม.37 เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นที่นิยมของนักเดินป่า หนทางอาจค่อนข้างลำบากและมีทากตัวร้ายคอยดูดเลือดดักรอระหว่างทาง แต่จุดหมายปลายทางของการฝ่าฟันช่างคุ้มค่ายิ่งนัก

บริเวณแคมป์บ้านกร่าง กม.15 มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติสู่น้ำตกปราณบุรี น้ำตกแม่สะเลียง ถ้ำหัวช้าง และเขาปะการัง ซึ่งผู้สนใจติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางได้ หากคุณโชคดีนอกจากจะได้ชมธรรมชาติงดงามแล้วยังอาจพบสัตว์ป่ามากมายอย่าง ชะนี ค่าง เก้ง นกเงือก ฯลฯ ให้ยิ่งการันตีความสมบูรณ์ของป่าแห่งนี้

บนระยะทาง 36 กิโลเมตรสู่เขาพะเนินทุ่งอาจยากลำบากและท้าทาย การเดินทางบนรถออฟโรดฝ่าฟันถนนลูกรังหฤโหดอาจทำให้หัวใจทดท้ออยู่บ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงจุดหมายปลายทางได้ยืนทอดสายตาชมผืนทะเลหมอกแผ่ตัวปกคลุมพงไพร มีฉากหลังเป็นผืนป่าเขียวขจีทอดตัวไกลสุดลูกหูลูกตาลัดไปตามทิวเขาสลับซับซ้อน ปล่อยให้ธรรมชาติรอบด้านโอบกอดเราไว้แนบแน่น เมื่อนั้นหัวใจก็คงเอ่ยออกมาเองว่าอุปสรรคที่ผ่านมานับเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

นานมาแล้วที่ผืนป่าแก่งกระจานมอบความสุขให้กับทุกคนที่มาเยือน และมันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป…


10 เรื่องต้องรู้เมื่อเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และ เขาพะเนินทุ่ง

  1. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะปิดอุทยานฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม – ตุลาคม ของทุกปี เพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าพักที่ที่ทำการอุทยานฯ บริเวณเขื่อนแก่งกระจานได้ตลอดทั้งปี
  2. การมาเยือนที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มิได้หมายถึงคุณมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอย่างแท้จริง เพราะเพียงแค่ปากทางขึ้นเขาพะเนินทุ่งที่ด่านตรวจสามยอดก็อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ตั้ง 20 กม.
  3. การขึ้นแคมป์บ้านกร่างและเขาพะเนินทุ่งจำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หากไม่มีรถทรงสมรรถนะดังว่า สามารถใช้บริการจากผู้ประกอบการหรือติดต่อที่ทำการอุทยานฯ สนนราคาไป-กลับ หนึ่งวัน 1,600 บาท ค้างคืน 2,000 บาท
  4. การขึ้นเขาพะเนินทุ่งต้องติดต่อขอใบผ่านทาง ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่ที่ทำการอุทยานฯ
  5. หลังพ้นด่านตรวจสามยอดนับเป็นถนน กม.0 บ้านกร่างแคมป์อยู่ กม.15 พะเนินทุ่งแคมป์อยู่ กม.30
  6. จุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยที่สุดมีสองจุดคือที่พะเนินทุ่งแคมป์ กม.30 และจุดชมวิว กม.36 โดยถนนจะสิ้นสุดตรงปากทางเข้าน้ำตกทอทิพย์ ถัดจากนั้น 1 กม.
  7. อุทยานฯ กำหนดเวลาขึ้น-ลงพะเนินทุ่งแคมป์จากแคมป์บ้านกร่างเป็นช่วงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหารถสวนทางคือขาขึ้น 05.30 น. – 07.30 น. และ 13.00 น. – 15.00 น. ขาลง 09.00 น. – 10.00 น. และ 16.00 น.- 17.00 น.
  8. พะเนินทุ่งแคมป์อนุญาตให้นักท่องเที่ยวค้างแรมเพียง 150 คน และจำเป็นต้องติดต่อที่ศูนย์บริการเสียก่อน
  9. ระยะเวลาเดินทางจากที่ทำการอุทยานฯ ถึงพะเนินทุ่งแคมป์ กม.30 อยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง
  10. อยากชมทะเลหมอกต้องขึ้นพะเนินทุ่งแคมป์ แต่หากอยากชมธรรมชาติ ผีเสื้อ ส่องนก เพียงแค่บ้านแกร่งแคมป์ก็พอ

 เขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

อ่านต่อ

ทะเลหมอกเชียงคานที่ ภูทอก จ.เลย ชมพระอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอกสวยๆ

phu001

ภูทอก อยู่เลยทางเข้าแก่งคุดคู้มาราว 1 กิโลเมตร และเข้าไปตามทางอีกประมาณ 4 กิโลเมตรจะพบจุดจอดรถ การขึ้นยอดภูอนุญาตให้ใช้บริการรถของชมรมนำเที่ยวเท่านั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนชุมชน ภูทอก อยู่เลยทางเข้าแก่งคุดคู้มาราว 1 กิโลเมตร และเข้าไปตามทางอีกประมาณ 4 กิโลเมตรจะพบจุดจอดรถ การขึ้นยอดภูอนุญาตให้ใช้บริการรถของชมรมนำเที่ยวเท่านั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนชุมชน

 

 

อ่านต่อ
1 2
Page 1 of 2