close
FOLLOW US ON 

วัด โบราณสถาน

ท่องเที่ยวย้อนรอยประวัติศาสตร์ กราบหลวงพ่อลา วัดแก่งคอย @สระบุรี

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” วันนี้วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2563 วันหยุดอีกหนึ่งวัน ชิลล์ ๆ สบาย ๆ ยามเช้านั่งเขียนเล่าเรื่องให้ชาวแฟนเพจนักเดินทางท่องเที่ยวฟังแล้วไปเที่ยวกันนะครับ “สระบุรี”

เริ่มต้นที่ วัดแก่งคอยหรือวัดแร้งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ขอเล่าประวัติวัดแก่งคอยให้ฟังก่อนครับ วัดแก่งคอยเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2330 ถ้าหากดูตามปีพุทธศักราชนั้นก็คือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัดแก่งคอยมีอยู่คู่กับตลาดเก่าแก่งคอยมานานแล้ว เนื่องจากมีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำป่าสักเพื่อการสันจรไปมาติดต่อค้าขาย ส่วนคำว่าแก่งคอยมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ขอเล่าเรื่องย้อนอดีตกาลเมื่อครั้งโบราณกาลบริเวณนี้เป็นป่าไม้หนาทึบพอชาวบ้านจะเดินทางเข้าเมืองหลวงคือกรุงรัตนโกสินทร์จะต้องมารวมกันที่โขดหินหรือแก่งในแม่น้ำป่าสัก ด้วยเหตุผลนี้จึงเรียกขานว่าแก่งคอย แต่ถึงอย่างไรก็ตามคำเรียกแก่งสันนิษฐานอีกเรื่องหนึ่ง น่าจะมาเรียกว่าแก่งคอยหรือไม่? บริเวณหน้าวัดริมแม่น้ำป่าสักมีต้นไม้ใหญ่ 4-5 ต้นโดยเฉพาะต้นยางสูงเด่นชัดมากด้วยนกอีกาและนกอีแร้งเกาะกิ่งไม้รอคอยกินซากสัตว์ป่าหรือคนเป็นไข้ป่าเสียชีวิตไม่มีใครรู้!!!จึงเป็นคำเรียกว่า แร้งคอย แล้วก็เป็นชื่อ วัดแร้งคอย ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อวัดจมูกสโมสรและเมื่อความเจริญเข้ามาในย่านชุมชนแก่งคอยทางคณะกรรมการวัดและคณะสงฆ์ลงความเห็นตรงกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็น วัดแก่งคอย ตลาดแก่งคอย  ชุมชนแก่งคอย

ส่วนวัดแก่งคอยมีความสำคัญและโดดเด่นมาก ๆ เริ่มในปี พ.ศ. 2476 เมื่อหลวงพ่อลา ชัยมงคลหรือท่านพระครูสุนทรสังฆกิจอดีตเจ้าอาวาสวัดแก่งคอย ตามประวัติท่านอุปสมบทที่วัดคล้อทองอำเภอเขื่อง ในจังหวัดอุบลราชธานี แล้วออกธุดงค์เพื่อแสวงหาวิชากรรมฐานในป่าเขาเข้าในเขตสปป.ลาว-ป่าโขงเจียมและพบกันกับผู้มีวิชาอาคมเรียกว่าพ่อเฒ่าหลวงพ่อลาศึกษาวิชาอาคมพลังจิตนาน 5 ปี เสร็จแล้วธุดงค์ต่อมาชุมชนแก่งคอยได้พักอาศัยในโบสถ์เล็ก ๆ เก่าแก่มุงสังกะสีต่อมาชาวบ้านเกิดศรัทธาก็ได้จัดสร้างกุฏิพระให้จำพรรษาและมารับเป็นเจ้าอาวาสวัดแก่งคอยจนกระทั่งมรณภาพในวันที่ 4 พฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2497 สิริอายุ 70 ปี 50 พรรษา

สำหรับเรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับปาฏิหาริย์และความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อลา ชัยมงคลนั้น

เรื่องที่ 1 ทุกวันญาติโยมจะเข้ามาขอความเมตตาจากการให้ดูฤกษ์งามยามดีในพิธีมงคล ขึ้นบ้านใหม่ หลวงพ่อลาจะนั่งสมาธิด้วยพลังจิตในขันน้ำมนต์เรียกว่าน้ำมนต์ไร้น้ำตาเทียนครับ

เรื่องที่ 2 หลวงพ่อลาท่านชอบฉันขนมครกมากดังนั้นทุกวันยามเช้า ๆ ญาติโยมจะนำขนมครกมาถวายประจำวัน

ส่วนเรื่องที่ 3 ปาฏิหาริย์เป็นความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้ในปี พ.ศ. 2488 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทหารญี่ปุ่นได้ขนอาวุธและเสบียงอาหารมากับรถไฟถึงชุมทางแก่งคอยแล้วยึดอำนาจไว้นานถึง 4 ปี เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายตรงข้ามคือทหารพันธมิตรได้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในวันที่ 2 เมษายน ปี พ.ศ. 2488 พอชาวบ้านย่านตลาดแก่งคอยได้ยินเสียงระเบิดต่างพากันหนีเอาชีวิตรอด!!! สถานที่ที่น่าจะปลอดภัยที่สุดในวัดแก่งคอยขอบารมีหลวงพ่อลา ได้ผลสำเร็จหลวงพ่อลาท่านใช้พลังจิตปัดเป่าและแล้วมีระเบิดลูก 1 ทิ้งลงพื้นดินภายในวัดแต่เงียบกริบไม่ระเบิดครับ ปัจจุบันทางวัดได้จัดสร้างคล้าย ๆ พิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนภัยเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

ไปท่องเที่ยวกันนะครับภายในวัดแก่งคอย

จุดที่ 1. วิหารหลวงพ่อลามากด้วยพวงมาลัยและขนมครก

จุดที่ 2. พิพิธภัณฑ์เตือนภัย

จุดที่ 3 องค์พระธาตุเจดีย์ศรีป่าสักประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุริมแม่น้ำป่าสักวิวทิวทัศน์สวยงาม

จุดที่ 4. ติดหน้าวัดตลาดเก่าโบราณเดินชมตลาดเก่าและ

จุดที่ 5. ควรจะพักแรม 1 คืน ที่ศุภาลัยป่าสัก รีสอร์ท แอนด์ สปา เป็นที่พักผ่อนเงียบสงบอยู่ริมแม่น้ำป่าสักล้อมรอบด้วยป่าไม้และขุนเขามีทั้งบ้านพักและตัวตึกโรงแรม ส่วนกิจกรรมปั่นจักรยานออกกำลังกาย วิ่งเล่นเดินเล่นออกกำลังกาย ลงสระน้ำว่ายน้ำสบาย ๆ หรือจะเยี่ยมชมสวนเกษตรก็ได้ครับ สำหรับอาหารเช้ามีให้เลือกทานแบบชาวไทยและต่างชาติ น่าเที่ยว น่าพักผ่อนศุภาลัยป่าสักรีสอร์ทแอนด์สปา อำเภอแก่งคอยจังหวัดสระบุรีถ้าหากสะดวกวันไหนสอบถามได้ครับโทรศัพท์ 036-200 630  วันนี้หนุ่ม-สุทนเขียนเล่าเรื่องหลวงพ่อลาวัดแก่งคอยให้นักอ่านนักท่องเที่ยวฟังแล้วก็ไปเที่ยวกันนะครับ ขอบคุณและสวัสดี

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น.

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/bigmaptv/

https://www.bigmap-travel.com/

https://www.tourismlocallife.com/

http://www.tiewplearn.com/

#เที่ยวเพลิน #เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel #Tourism local life ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน

อ่านต่อ

กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดปรีดาราม จ.นครปฐม

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” สุขสันต์วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 หนุ่ม-สุทน พาเที่ยวเหมือนเดิมวันนี้จะพาไปรู้จัก วัดปรีดารามหรือวัดยายส้ม ตั้งอยู่ริมคลองจินดาเขตอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

วัดปรีดารามแต่เดิมเรียก วัดยายส้ม เนื่องจากคุณยายส้มมีจิตใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาก็ได้บริจาคที่ดิน 23 ไร่ ให้จัดสร้างวัดขึ้นมาเมื่อประมาณ100 กว่าปีที่ผ่านมาจึงชื่อว่า “วัดยายส้ม” ตำบลคลองจินดา ต่อมาบูรณะวัดขึ้นมาใหม่แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดปรีดาราม” แต่วัดนี้มีชื่อเสียงมาก ๆ เมื่อครั้งหลวงปู่ไสว จิตวณ.โณหรือท่านพระครูสถิตโชติคุณอดีตเจ้าอาวาสวัดปรีดาราม ส่วนเหตุผลเนื่องด้วยหลวงปู่ไสวเป็นพระภิกษุสงฆ์ถือปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดท่านปฏิบัติธรรมโดยการออกธุดงค์ไปแสวงหาความสงบเพื่อนั่งสมาธิกรรมฐานในป่าเขาลำเนาไพรจนกระทั่งสำเร็จวิชาอาคม เวทมนต์ ด้านวิทยาคมและวิชากายสิทธ์ เรียกว่ามีพหูสูตช่วยเหลือญาติโยมทั้งหลาย แล้วท่านกลับมาวัดปรีดารามได้เป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. 2464

ครั้งกระนั้นมีญาติโยมและผู้ศรัทธาเลื่อมใสมาหาหลวงปู่ไสวทุกวันไม่ขาดสาย เพื่อลงยันต์นะหน้าทอง ลงยันต์หน้าฝากหรือถ้าจะให้ดูดวงขึ้นบ้านใหม่การจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาในบ้านเรือนท่านมีสมุดบันทึกให้เขียนเลขที่บ้าน ชื่อสกุล พอยามค่ำคืนท่านจะเพ่งจิตไปในแต่ละบ้านของญาติโยมครับ นี่คืออีกเรื่องหนึ่งของหลวงปู่ไสว และแล้วหลวงปู่ไสวท่านก็ละสังขารในวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2543 ด้วยสิริอายุ 77 ปี อยู่ในพรรษา 56 ปี สำหรับวัดปรีดาราม ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

ชาวแฟนเพจนักเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควรจะหาโอกาสไปสักครั้งหนึ่งได้ปิดทองรูปหล่อองค์หลวงปู่ไสวและกราบบูชาองค์พระพุทธรูปหลวงพ่อเกิดลาภเสร็จแล้วเดินทางต่อมา วัดจินดาราม คลองเขื่อนขันธ์เขตอำเภอสามพราน ขอพรองค์หลวงพ่อสัมฤทธิ์พระพุทธรูปที่ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงโปรดฯ พระราชทานให้เป็นองค์พระประธานในอุโบสถวัดจินดารามพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่กับชาวอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมครับ นี่คืออีกหนึ่งเส้นทางที่หนุ่ม-สุทนแนะนำให้เดินทางท่องเที่ยวในเขตอำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐมครับ ถ้าหากท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท) สำนักงานราชบุรี ดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวเขตจังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ 032-919176-8 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

 

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น.

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/bigmaptv/

https://www.bigmap-travel.com/

https://www.tourismlocallife.com/

http://www.tiewplearn.com/

#เที่ยวเพลิน #เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel #Tourism local life ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน

อ่านต่อ

ปิดทองรูปหล่อหัวใจหลวงพ่อคง ขอพรองค์หลวงพ่อดำ ปิดทองรอยพระพุทธบาท 4 รอย

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” ทักทายวันพฤหัสที่ 23 กรกฎาคม2563 วันสบาย ๆ ช่วงเช้าท้องฟ้าดูสดใสดีครับ หนุ่ม-สุทนก็เลยต้องพาไปทำบุญไหว้พระพุทธรูปและรูปหล่อหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

วัดบางกะพ้อม น่าไปท่องเที่ยวศึกษาประวัติของวัดนี้ ทำบุญไหว้พระพุทธรูป องค์หลวงพ่อดำและองค์หลวงพ่อคง ท่านเป็นพระปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าด้วยฌานสมาธิของท่านเอง แค่เริ่มต้นก็สงสัยจะยาวอีกแล้วฮา ๆ เรากลับมาเล่าเรื่องราวของวัดบางกะพ้อมก่อนนะครับ

เรื่องเล่าที่ 1 วัดบางกะพ้อมเป็นวัดโบราณเก่าแก่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีสมัยนั้นยังมีศึกสงครามกรุงศรีอยุธยากับพม่ารามัญเรื่อย ๆ มาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สำหรับความเป็นมาก่อนที่จะสร้างวัดนี้มีเรื่องราวเล่าขานสืบมาหลายชั่วอายุคน ครั้งนั้นที่ค่ายบางกุ้งกองกำลังทหารพม่าลาดตะเวนมาตามบ้านเรือนชาวสวน มีคหบดีท่านหนึ่ง หนีภัยจากทหารกองกำลังพม่าแล้วเข้าหลบซ่อนในกะพ้อมแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองถ้าหากปลอดภัยแล้วจะสร้างวัดขึ้นบริเวณนี้ แล้วเหตุการณ์ก็ผ่านไปปลอดภัยจากภัยสงคราม จึงได้สร้างวัดชื่อ วัดบังกับพ้อม แล้วเชื่อว่าน่าจะเรียกเพี้ยนมาเป็น วัดบางกะพ้อม ถึงทุกวันนี้ วัดบางกะพ้อมวัดเล็ก ๆ ย่านชาวสวนริมแม่น้ำแม่กลองและต่อมาเมื่อชาวบางกะพ้อมได้นิมนต์หลวงพ่อคง ธมม.โชโต วัดเหมืองใหม่เพื่อมารับเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ เมื่อหลวงพ่อคงเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านเริ่มพัฒนาให้วัดบางกะพ้อมเจริญรุ่งเรืองโดยจัดสร้างโบสถ์แต่ตอนสร้างโบสถ์หลวงพ่อคงท่านได้สร้างองค์พระพุทธรูปไว้ด้านนอกเมื่อสร้างโบสถ์แล้วเสร็จจะอัญเชิญประดิษฐานเป็นองค์พระประธานในโบสถ์แต่แล้วก็อัญเชิญเข้าโบสถ์ไม่ได้เพราะว่าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประตูแคบก็เลยตั้งไว้บริเวณร้านค้าไม่มีใครสนใจองค์หลวงพ่อดำ

เรื่องเล่าที่ 2 หลวงพ่อคงท่านมีกิจนิมนต์ไปฉันเพลท่านต้องนั่งเรือยนต์โดยสารผ่านท่าน้ำแม่น้ำแม่กลองเรือโดยสารจะถึงประมาณ 9.30 ลูกศิษย์วัดบอกกับหลวงพ่อคงว่าเรือโดยสารผ่านไปแล้ว หลวงพ่อคงท่านบอกเดียวก็กลับมาท่าเรือ!!! คิคิจริงดังคำพูดของหลวงพ่อคง ปรากฏว่าเครื่องยนตร์เสียเรือลอยกลับเข้ามาจอดเทียบท่าหลวงพ่อคงท่านก็เดินลงมาพร้อมกับศิษย์วัดลงเรือไปแล้วบอกให้คนขับเรือสตาร์ทเครื่องเรือใหม่ปรากฏว่าเครื่องติด ทำให้ท่านเดินทางไปงานมงคลที่ได้นิมนต์ไว้ทันเวลา

ส่วนเรื่องเล่าที่ 3 หลวงพ่อคงมรณภาพในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. 2486 สิริอายุ 87 ปี ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 8 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เวลาผ่านไปประมาณ 30-40 ปี อยู่มาวันหนึ่งมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งมาจากจังหวัดเพชรบุรีเพื่อจำพรรษาที่วัดบางกะพ้อมแล้วคืนนั้นท่านนิมิตเห็นองค์หลวงพ่อดำบอกว่าให้ช่วยย้ายไปตรงอื่นเพราะเหม็นกลิ่นกับข้าว พอรุ่งเช้าพระภิกษุสามเณรฉันอาหารเช้าท่านได้พูดคุยกันเมื่อคืนนี่เองนิมิตเห็นองค์หลวงพ่อดำบอกให้ย้ายองค์ท่านเพราะมีกลิ่นเหม็น พระภิกษุสามเณรบอกทำไม่ได้ แต่ท่านบอกทำได้ถึงเดินมาที่องค์หลวงดำ ยกมือไหว้ขอพรแล้วพูดคุยกันกับร้านค้าร้านอาหารปรากฏได้ผลสำเร็จร้านอาหารย้ายไปตามคำขอ แล้วทางวัดบางกะพ้อมก็ได้จัดสร้างวิหารประดิษฐานองค์หลวงพ่อดำครับ

เรื่องเล่าที่ 4 ด้านริมแม่น้ำแม่กลองทางวัดจัดสร้างองค์หลวงพ่อคงประดิษฐานนั่งสมาธิหน้าตักกว้าง 11 เมตร ส่วนสูง 11.99 เมตร จบเรื่องเล่าทั้ง 4 เรื่องได้เวลาชวนชาวแฟนเพจทุกท่านถ้าได้มาท่องเที่ยวตลาดน้ำยามค่ำ ๆ ในคลองอัมพวา อำเภออัมพวาจังหวัดสมุทรสงคราม ควรจะแวะวัดบางกะพ้อมก่อนครับเพื่อ ปิดทองรูปหล่อหัวใจหลวงพ่อคง ขอพรองค์หลวงพ่อดำ ปิดทองรอยพระพุทธบาท 4 รอย ประดิษฐานในวิหารประตูเจาะเล็ก ๆ ตัววิหารเป็นแบบเก๋งจีนมีรูปปั้นทหารไทยเฝ้ารอยพระพุทธบาทจำลอง หนุ่ม-สุทนขอบอกวัดบางกะพ้อมอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม น่าไปมาก ๆ สงบร่มเย็นเป็นสุขครับ

วันนี้เขียนเรื่องเล่า วัดบางกะพ้อม ให้ชาวแฟนเพจและนักอ่านนักท่องเที่ยวทุกท่านอ่านแล้วไปเที่ยวกันเองนะครับ วันนี้ขอบคุณและสวัสดี

 

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น.

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/bigmaptv/

https://www.bigmap-travel.com/

https://www.tourismlocallife.com/

http://www.tiewplearn.com/

#เที่ยวเพลิน #เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel #Tourism local life ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน

อ่านต่อ

ช้อปปิ้ง กิน เที่ยว ทำบุญและทำทานที่เดียวจบครบรส “ตลาดน้ำลำพญา”

 “เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” สุขสันต์วันพฤหัสที่ 16 กรกฎาคม2563 วันเสาร์หรือวันอาทิตย์นี้ไปเที่ยวไหนดีครับ หนุ่ม-สุทนตอบให้ ฮ่า ๆท่องเที่ยว “ตลาดน้ำวัดลำพญา” เทศบาลตำบลลำพญา เขตอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ที่นี่เป็นแหล่งช้อปปิ้ง กินเที่ยว ทำบุญและทำทานครบถ้วนต้องไปตลาดน้ำวัดลำพญา เปิดทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. หากไปช้าเขาเรียกตลาดเริ่มวายเสียแล้วครับ

ตลาดน้ำวัดลำพญา ขอเขียนเล่าเรื่องราวย้อนความเป็นมาก่อนที่จะมาเป็นตลาดน้ำวัดลำพญา จุดเริ่มต้นมาจากองค์พระพุทธรูป หลวงพ่อมงคลมาลานิมิต พระพุทธรูปแกะสลักด้วยศิลาแลงปางมารวิชัยไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้าง แต่สันนิษฐานกันเองว่าน่าจะมีคนยกมาจากวัดใดวัดหนึ่งเพื่อหนีภัยสงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาแล้วนำมาหลบซ่อนไว้ในทุ่งนา ต่อมาชาวบ้านหรือชาวนาได้พบแล้วช่วยกันอัญเชิญมาประดิษฐานด้านหน้าอุโบสถวัดลาดลุ่มตอนนั้น องค์พระพุทธรูปไม่ใหญ่มากหนักต่อมาทางวัดได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่แล้วอัญเชิญองค์เล็กที่แกะสลักด้วยศิลาแลงเข้าประดิษฐานกลายเป็นองค์พระประธานพุทธลักษณะงดงามเพราะนักท่องเที่ยวปิดทองทุกวัน ๆ จนเต็มองค์ท่าน

องค์พระประธานในอุโบสถ 6 ประตู  สำหรับอุโบสถ 6ประตูก็แปลกแต่น่าชมการจัดสร้างให้เป็น 6 ประตูเพื่อการระบายอากาศให้ปลอดโปร่ง ด้วยวัดลำพญามีองค์หลวงพ่อมงคลมาลานิมิตประดิษฐานในอุโบสถ ชาวพุทธศาสนาจึงมานั่งสมาธิและกราบบูชากันทุกวัน โดยเฉพาะวันเสาร์วันอาทิตย์ ทำบุญแล้วต้องไปทำทานต่อ ทางวัดได้จัดสร้างแพหน้าวัดให้ญาติโยมทำทานให้อาหารปลา ชมวิวทิวทัศน์ 2 ฝั่งแม่น้ำท่าจีน ทำให้เริ่มมีผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทางคณะกรรมการก็เลยจัดให้เป็น “ตลาดน้ำวัดลำพญา” ตั้งปี พ.ศ. 2542 ถึงทุกวันนี้น่าจะประมาณ 24 ปี วัดลำพญาหรือวัดลาดลุ่ม เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. 2404 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่วนคำเรียกขานว่า ลำพญาหรือลำพระยา นั้นชาวบ้านเล่าเรื่องสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนในปี พ.ศ. 2442 สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครั้งกระนั้นชาวมอญอพยพมาจากเมืองสามโคกเพื่อมาตั้งบ้านเรือนทำมาหากิน ส่วนริมแม่น้ำท่าจีนเป็นห้องแถวหรือย่านตลาดชาวจีนอพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ มีทางรถไฟจากบางกอกน้อยไปเมืองเพชรบุรี มีพระยากรมท่าและพระยาอีกหลายท่านโดยสารรถไฟเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทางราชการมาลงที่สถานีรถไฟงิ้วรายแล้วนั่งเรือแจวมากันเต็มลำเรือ ชาวบ้านเห็นกันทั่วชุมชนเลยเรียกว่าก๊กพระยา!!! ก๊กพระยามาทำไม คำตอบเพื่อควบคุมการขุดคลองแล้วจัดแบ่งปันพื้นที่ดินให้ชาวบ้านและชาวมอญทำมาหากิน แล้วจึงเรียก คลองลำพระยา ต่อมากลายเป็น ลำพญา ครั้งนั้นขึ้นอยู่กับอำเภอบางปลา เขตมณฑลนครชัยศรี ปัจจุบันเทศบาลตำบลลำพญา เขตอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม

สำหรับวัดลำพญาแต่เดิมชื่อวัดลาดลุ่ม เมื่อจัดสร้างอุโบสถแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2494 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดลำพญา” น่าสนใจไปท่องเที่ยวมากครับควรจะเข้าอุโบสถก่อนทำบุญขอพรให้จิตใจสงบสบายใจ แล้วลงแพท่าน้ำไปทำทานให้อาหารปลา ล่องเรือ นั่งเรือแจว กินอาหารแล้วซื้อพืชผักผลไม้กลับบ้านครับ นี่แหละความเป็นมาเรื่องราวดี ๆ ของวัดลำพญา “ท่องเที่ยวเมืองไทย..ต้องไป…ถึงจะรู้” หรือจะสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานราชบุรี  โทรศัพท์ 032-919176-8 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. วันนี้ขอบคุณและสวัสดีครับ

 

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น.

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/bigmaptv/

https://www.bigmap-travel.com/

https://www.tourismlocallife.com/

http://www.tiewplearn.com/

#เที่ยวเพลิน #เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel

#Tourism local life ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน

 

อ่านต่อ

เที่ยวคลองดำเนินสะดวกเข้าตลาดน้ำคลองลัดพลี กราบหลวงพ่อโต วัดราษฎร์เจริญธรรม

 “เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” วันนี้วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2563 ไปเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวก อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ต้องแวะไปเยี่ยมเยียนร่องรอยตลาดน้ำหรือตลาดลอยน้ำเก่าแก่ดั้งเดิมที่คลองลัดพลี เคยเป็นตลาดนัดมากด้วยเรือพายของชาวสวนย่านดำเนินสะดวกมาค้าขายเต็มพื้นน้ำลำคลอง และแล้วพ่อค้าแม่ค้าก็เริ่มออกไปปากคลองซอยเชื่อมคลองดำเนินสะดวกตลาดเก่าเหล่าตั๊กลัก!!! เหลือไว้เพียงความทรงจำ

ตลาดนัดหรือตลาดลอยน้ำคลองลัดพลี บริเวณนี้เคยมีองค์พระพุทธรูปประดิษฐานในเพิงสังกะสีเรียกขานว่า “หลวงพ่อโต” องค์หลวงพ่อโตชาวตลาดคลองลัดพลีกราบไหว้บูชาเป็นประจำครับ ขอเล่าย้อนกลับไปในปี พ.ศ.  2433 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระธุดงค์ปักกรดนั่งกรรมฐานชาวบ้านชาวสวนย่านนี้ได้นำอาหารมาถวายทุกยามเช้านั้นก็คือ “หลวงพ่อทับ” หลวงพ่อทับเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของญาติโยม จนได้จัดสร้างกุฏิให้จำพรรษาแล้วก็กลายเป็นวัดศาลเจ้าเพราะมีศาลเจ้าเล็ก ๆ ตั้งอยู่แล้วต่อมาเรียก วัดแมวแขวน เหตุผลคนเอาแมวมาทิ้งบริเวณวัดนี้ ส่วนหลวงพ่อทับท่านจำพรรษาอยู่ประมาณ 20 ปีก็มรณภาพ จนกระทั่งเข้ามาสมัยหลวงพ่อต่วนเจ้าอาวาสรูปที่ 3 เริ่มต้นพัฒนาวัดแห่งนี้ในปี พ.ศ. 2470 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 ได้จัดสร้างอุโบสถขึ้นมาและหลวงพ่อต่วนได้เชิญขุนชาติ สุนทโรดม มาเป็นไวยาวัจกรควบคุมการสร้างเสนาสนะโดยเฉพาะอุโบสถเมื่อแล้วเสร็จจึงเรียกชื่อ วัดสุนทรารามหรือวัดสุน สั้น ๆ ตามชื่อสกุลของขุนชาติ

ครั้งนั้น หลวงพ่อต่วนได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อโตในเพิงสังกะสีข้าง ๆ วัดขึ้นประดิษฐานเป็นองค์พระประธานในอุโบสถ และแล้วได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ ด้วยองค์หลวงพ่อโตเลื่อนลงมากระทบกระเทือนกับผนังอุโบสถ พระเศียรชำรุดเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้หลวงพ่อต่วนสั่งให้ช่างซึ่งเป็นชาวจีนไหหลำดำเนินการบูรณะซ่อมแซมองค์หลวงพ่อโต ช่างชาวจีนไหหลำเห็นว่ามีไหดองผักเก่า ๆ โบราณเห็นว่าเป็นของเก่าอยู่แล้วก็เลยนำไหมาทุบบดให้ละเอียดเป็นส่วนผสมแล้วซ่อมแซมพระเศียรองค์หลวงโตจนแล้วเสร็จตามพุทธลักษณะงดงามมาก ๆ องค์หลวงพ่อโตวัดสุนหรือปัจจุบัน วัดราษฎร์เจริญธรรม ชาวประชาเชื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ทุกวันจะมีนักท่องเที่ยวมาปิดทององค์หลวงพ่อโตกันมากจริง ๆ ครับ

ดังนั้นชาวแฟนเพจถ้าได้ท่องเที่ยวคลองดำเนินสะดวกพลาดไม่ได้ต้องมากราบบูชาขอพร องค์หลวงพ่อโตวัดสุนหรือวัดราษฎร์เจริญธรรม ริมคลองลัดพลีเคยเป็นตลาดลอยน้ำแห่งแรกของอำเภอดำเนินสะดวกครับ วันนี้หนุ่ม-สุทน เขียนเล่าเรื่องท่องเที่ยวจบแล้วครับ สำหรับท่านที่สนใจจะไปเที่ยวคลองดำเนินสะดวกแล้วมาคลองลัดพลี อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท) สำนักงานราชบุรี โทรศัพท์ 032-919176-8  ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ครับ

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น.

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/bigmaptv/

https://www.bigmap-travel.com/

https://www.tourismlocallife.com/

http://www.tiewplearn.com/

#เที่ยวเพลิน #เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel

#Tourism local life ชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวไทยยั่งยืน

 

อ่านต่อ

กราบบูชา “องค์หลวงพ่อลพบุรีราเมศร์” วัดโชติทายการาม ริมคลองดำเนินสะดวก

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” ทักทายวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563หนุ่ม-สุทน มาเขียนเล่าเรื่องท่องเที่ยวให้ชาวแฟนเพจนักอ่านนักเดินทางทุกท่านเหมือนเช่นเคยเจ้าค่ะ ก่อนจะไปเที่ยวควรได้รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยครับ เช่นกันวันนี้จะพาไปรู้จัก วัดโชติทายการาม ตั้งอยู่ริมคลองดำเนินสะดวก อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

วัดโชติทายการาม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2417 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งนั้นผู้บริจาคที่ดินให้สร้างวัดโชติทายการาม ท่านเป็นคหบดีย่านคลองดำเนินสะดวก มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้สร้างวัดขึ้นมา พอสร้างวัดแล้วเสร็จก็ได้นิมนต์หลวงพ่อช่วงแห่งวัดบางคนที เมืองสมุทรสงคราม มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นด้วยเรือแจวพระที่นั่งจากเมืองหลวงกรุงรัตนโกสินทร์เสด็จทางชลมารค ในลำน้ำคลองภาษีเจริญเข้าคลองดำเนินสะดวก ครั้งนั้นทรงแวะเพื่อทอดพระเนตรวัดโชติทายการามริมคลองดำเนินสะดวก  แล้วหลวงพ่อช่วงได้นำพระสงฆ์ 5 รูปวัดโชติทายการามรอรับเสด็จพระราชดำเนิน ณ ศาลาท่าน้ำ เมื่อล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงทอดพระเนตรบริเวณวัดแล้วก็ทรงโปรดฯ พระราชทานทรัพย์ให้บูรณะวัดโชติทายการาม

ปัจจุบันวัดโชติทายการามได้จัดสร้างพระบรมรูปล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ประดิษฐาน ณ ศาลาท่าน้ำเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่เสด็จประพาสต้น ทรงเยี่ยมราษฎรชาวดำเนินสะดวกเมืองราชบุรี นี่คือเรื่องราวส่วนย่อ ๆ เท่านั้น  สำหรับบริเวณวัดโชติทายการามถ้านักท่องเที่ยวมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยววัดนี้พลาดโอกาสไม่ได้ต้องเข้าในอุโบสถกราบบูชาแล้วปิดทอง “องค์หลวงพ่อลพบุรีราเมศร์” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวดำเนินสะดวกมาตั้งแต่สร้างอุโบสถ องค์หลวงพ่อลพบุรีราเมศร์ เป็นพระพุทธรูปสร้างด้วยศิลาแลง ปางมารวิชัยสมัยลพบุรีเนื่องจากทางวัดโชติทายการามได้อัญเชิญมาจากวัดร้างแห่งหนึ่งของเมืองลพบุรี ปิดทององค์หลวงพ่อลพบุรีราเมศร์แล้ว ต้องปิดทองรูปหล่อ “หลวงปู่เชย” อดีตเจ้าอาวาสวัดนี้สมัยท่านมีชีวิตอยู่ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานมากด้วยพลังจิตเมตตาธรรมสูงเมื่อหลวงปู่เชยมรณภาพแล้วชาวพุทธศาสนาในเขตอำเภอดำเนินสะดวกยังคงศรัทธาในองค์หลวงปู่เชยถึงทุกวันนี้

วัดโชติทายการาม เมื่อนักท่องเที่ยวล่องเรือตลาดน้ำดำเนินสะดวกแล้วเลยมาที่วัดโชติทายการาม ทำบุญปิดทององค์พระพุทธรูปหลวงพ่อลพบุรีราเมศร์หรือจะนั่งเพ่งจิตให้เกิดสมาธิจิตใจสงบนิ่งก็สุขใจได้บุญกุศลด้วยครับ หนุ่ม-สุทนขอบอกท่องเที่ยวคลองดำเนินสะดวกเดินชมห้องแถวโบราณที่เรียก ตลาดเก่าเหล่าตั๊กลักหรือจะไหว้ขอพรองค์เทพเจ้ากวนอูในศาลเจ้าริมคลองดำเนินสะดวกและสุดท้ายมาปิดทององค์หลวงพ่อลพบุรีราเมศร์ในอุโบสถวัดโชติทายการาม

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในเขตจังหวัดราชบุรีและเขตจังหวัดนครปฐมสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานราชบุรี โทรศัพท์ 032-919176-8 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เที่ยวทั่วไทยไม่ไปไม่รู้ ท่องเที่ยวแล้วต้องได้รู้ในสถานที่นั้น ๆ ด้วย หากไม่รู้ต้องติดตามอ่าน “เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม-สุทน” ครับ วันนี้ขอบคุณและสวัสดี

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm

#ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น. #คนรักษ์กาแฟ #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/bigmaptv/

อ่านต่อ

กราบขอพร “หลวงพ่อดำ” สำเร็จถวายพวงมาลัย 7 สี 7 ศอก @นนทบุรี

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” สบาย ๆ วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2563 เป็นวันหยุดอีก 1 วันครับ หนุ่ม-สุทนก็ไม่ว่างเว้นเช่นกันมาทำบุญไหว้พระบูชาพระพุทธรูปให้จิตใจผ่องใสตามคำโบราณที่ว่าเราชาวพุทธศาสนาต้องสร้างบุญกุศลเพิ่มบารมี เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลผมเองก็เชื่อแล้วยึดถือปฏิบัติตลอดมาครับ ส่วนวันนี้ผมขอพาแฟนเพจและนักอ่านทุกท่าน ไป “วัดบางม่วง” เขตเทศบาลตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

สำหรับวัดบางม่วงถือว่าเป็นวัดไม่เก่ามากแล้วก็ไม่ใหม่มาก เพราะดูตามประวัติของวัดนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2518 มีอายุประมาณ 43 ปี  พอมาถึงวัดบางม่วงทำบุญแล้ว ต้องเก็บข้อมูลเขียนเล่าเรื่องให้ชาวแฟนเพจนักอ่านหรือคนชอบท่องเที่ยวอ่านแล้วเดินทางมาได้ครับวัดบางม่วง แต่ผมขอเล่าเรื่องย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. 2518 คือในช่วงปี พ.ศ. 2515 บริเวณพื้นดินแทบนี้ชาวบ้านทำนา ทำสวน และบางส่วนเป็นป่าไม้รกร้าง ต่อมาเริ่มมีถนนลูกรังตัดเข้ามา “ชาวบ้านดีใจมาก ๆ เรามีถนนหนทางแล้วเย้เย้” หรือตามที่ชาวบ้านบอกเข้าออกแสนลำบากจริง ๆ ในสมัยนั้นได้มีการจัดเป็นค่ายลูกเสือชาวบ้าน เพื่อฝึกซ้อมการพัฒนาตนเองและเพิ่มความสามัคคีของหมู่คณะ ครั้งนั้นเพื่อความเป็นมงคลของลูกเสือชาวบ้าน จึงได้จัดสร้างองค์พระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะสำริดประกอบพิธีตามศาสนาพุทธที่บริเวณศาลากลางจังหวัดนนทบุรี โดยมีพระวิปัสสนากรรมฐานมากด้วยบารมี คือหลวงปู่โต๊ะแห่งวัดประดู่ฉิมพลีตั้งจิตอธิษฐานให้แล้วก็อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ค่ายลูกเสือชาวบ้านซึ่งอยู่ทางเข้าวัดบางม่วง (ตอนนั้นยังไม่วัด) แล้วต่อมาค่ายลูกเสือถูกยุบเลิกไปแล้ว แล้วก็มีพ่อค้าเดินทางมาจากบางบำหรุกรุงเทพฯ มาซื้อที่ดินเพื่อแบ่งขายและสร้างอาคารที่ทำงาน แล้วก็มอบที่ดินให้ประมาณ 20 ไร่เพื่อจัดสร้างวัดบางม่วงชื่อตามตำบลบางม่วง เมื่อมีวัดบางม่วงแล้วในปี พ.ศ. 2518 คณะกรรมการวัดเห็นว่าองค์พระพุทธรูปที่ค่ายลูกเสือร้างไม่มีคนดูแลก็เลยอัญเชิญมาประดิษฐานในวิหารวัดบางม่วงและลงรักษ์ปิดทองปรากฏว่าองค์ท่านเป็นสีดำเลยเรียก “หลวงพ่อดำ” ปางสมาธิประดิษฐานบนแท่นศิลาแลง เมื่อชาวประชากราบบูชาขอพรได้สมความตั้งใจแล้วจะแก้บนด้วยไข่ไก่ต้มและพวงมาลัย 7 สี 7ศอกครับ คือดอกไม้ร้อยเป็นพวงมาลัยใช้ 7 สีมีความยาก 7 ศอก (ไม่ได้ใบ้หวยครับ)

ส่วนเรื่องราวของหลวงพ่อดำยังไม่หมด พอยามค่ำคืนมีหัวขโมยย่องเบาเข้าในวิหารหลวงพ่อดำ จะยกองค์หลวงพ่อดำเกิดเหตุการณ์กับหัวขโมยเจองูเห่าตัวใหญ่อยู่ที่ฐานศิลาแลงทุกคนหนีเอาชีวิตรอด เพ่นละโว้ย ฮ่า ๆ เป็นเรื่องราวเล่าขานจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้ในวิหารยังมีรูปหล่อหลวงปู่ทวด หลวงปู่โตพรหมรังษี พระพิฆเนศ เจ้าแม่กวนอิม แม่นางกวักและท้าวเวสสุวรรณ

หนุ่ม-สุทนขอบอกวัดบางม่วงเป็นวัดเงียบสงบ น่าเดินทางไปกราบองค์หลวงพ่อดำ ปางสมาธิประดิษฐานบนศิลาแลงที่สำคัญคือหลวงปู่โต๊ะนั่งภาวนาจิตด้วยพลังเมตตาของหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลีอยู่เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯครับ สำหรับการเดินทางไปวัดบางม่วง เทศบาลตำบลบางม่วง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี มาในเส้นทางถนนกาญจนาภิเษกก่อนจะถึงวัดคงคามีป้ายชื่อเข้าไปวัดบางม่วงครับ เขียนเล่าเรื่ององค์หลวงพ่อดำวัดบางม่วงให้ผู้ที่สนใจไปท่องเที่ยวกันเองครับ วันนี้ขอบคุณและสวัสดี

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm

#ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น. #คนรักษ์กาแฟ #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

อ่านต่อ

กราบขอพร “องค์หลวงพ่อบัวลอย” วัดแพรก @นนทบุรี

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” ทักทายชาวแฟนเพจทุกท่านในวันเสาร์ที่4 กรกฎาคม 2563 วันนี้หนุ่ม-สุทน มากราบบูชาองค์พระพุทธรูปเรียก “หลวงพ่อบัวลอยหรือหลวงพ่อพลอย” ประดิษฐานในวิหารวัดแพรก วันนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จัก “วัดแพรก” ชื่อสั้น ๆ

วัดแพรก ตั้งอยู่ริมคลองหัวคูแล้วเชื่อมมาสี่แยกของสายน้ำไหลมาบรรจบกัน คือคลองขื่อขวาง คลองหัวหูและคลองบางคูเวียง วัดแพรกเป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งกระนู้น!!! บริเวณนี้ส่วนหนึ่งเป็นทุ่งนาและอีกส่วนหนึ่งคือป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีชาวมอญมาตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวน เป็นต้น แต่ก่อนจะสร้างวัดนี้มีเรื่องราวเล่าขานกันเองมาหลายชั่วอายุคนว่า มีครอบครัวของนายขุนทองและนางแจก พอได้บวชบุตรชายที่วัดปรางค์หลวงแล้วเสร็จเป็นพระภิกษุ นายขุนทองกับนางแจกจะทำอาหารไปถวายพระสงฆ์แทบจะทุกวัน จากบ้านพักไปถึงวัดปรางค์หลวงต้องเดินทางลัดเลาะตามทุ่งหญ้า ทุ่งนาไปถึงวัดแสนจะลำบากทำแบบนี้จนครบกำหนด 1 พรรษา แล้วต่อมาบุตรชายได้กล่าวกับโยมบิดามารดาบอกให้สร้างวัดบริเวณใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน และแล้วนายขุนทองกับนางแจกก็ได้จัดสร้างวัดขึ้นมาเรียกวัดยายแจก ต่อมามีการขุดคลองจึงเรียกวัดคลองบางแยกแล้วก็เพี้ยนมาเป็นชื่อ “วัดแพรก”

ส่วนวัดแพรกมีหลวงพ่อพลอยเป็นชาวมอญแต่ท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานชาวบ้านให้ความศรัทธาเคารพนับถือมากหลวงพ่อพลอยได้จัดสร้างองค์พระพุทธรูปแกะสลักด้วยไม้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เพื่อประดิษฐานในวิหาร ต่อมาหลวงพ่อมรณภาพ เมื่อชาวบ้านมาทำบุญกราบบูชาขอพรองค์พระพุทธรูปแล้วเชื่อกันเองว่าหลวงพ่อพลอยน่าจะสถิตปกป้ององค์พระพุทธรูปเลยเรียก “หลวงพ่อพลอย” จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในบริเวณพื้นที่ทั้งหมดชาวบ้านอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในวิหารขอบารมีหลวงพ่อพลอยปกป้องเป็นสิ่งมหัศจรรย์น้ำไม่เข้าท่วมในวิหาร ตัววิหารเหมือนลอยอยู่กลางน้ำเมื่อชาวบ้านกลับไปจึงเรียกหลวงพ่อบัวลอย ต่อมาทางวัดแพรกได้สร้างองค์พระพุทธรูปขึ้นมาใหม่แล้วอัญเชิญองค์หลวงพ่อบัวลอยบรรจุในองค์พระพุทธรูปแต่ยังคงเรียก “หลวงพ่อบัวลอย”

หนุ่ม-สุทนขอนำเสนอชาวแฟนเพจนักท่องเที่ยวหาเวลาไปกราบบูชาองค์หลวงพ่อบัวลอยประดิษฐานในวิหารองค์ท่านพุทธลักษณะงดงาม ติด ๆ กันคืออุโบสถสร้างได้สวยงามครับ สำหรับการเดินทางไปวัดแพรก เขตเทศบาลตำบลปลายบาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี มาตามถนนกาญจนาภิเษกแล้วเข้าถนนวัดส้มเกลี้ยงหรือถนนอัจฉริยะพัฒนาข้ามสะพานคลองบางคูเวียงตรงไปข้ามสะพานหัวคูก็ถึงวัดแพรก ชื่อสั้น ๆ แต่น่าไปเที่ยวศึกษาร่องรอยความเป็นมาของวัดนี้ วันนี้เขียนเล่าเรื่องวัดแพรกให้ผู้ที่สนใจไปกราบไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ขอพร องค์หลวงพ่อบัวลอย ณ วัดแพรก ครับ ขอบคุณและสวัสดี

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm

#ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น. #คนรักษ์กาแฟ #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

อ่านต่อ

กราบบูชาขอพร “องค์หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร

“เก็บเรื่องมาเล่า โดยหนุ่ม สุทน” มาทักทายกันวันพฤหัสที่ 2 กรกฎาคม2563 หนุ่ม-สุทน จะพาท่องเที่ยวริมคลองดำเนินสะดวกเขตอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ไปกราบบูชาขอพร “องค์หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานในมณฑปวัดหลักสี่ ของชาวอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

วัดหลักสี่หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า “วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร” ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร องค์หลวงพ่อโตชาวบ้านเรียกตามพุทธลักษณะเพราะองค์ท่านดูใหญ่โต สมัยโบราณถ้าใครเห็นองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่มักจะเรียกว่าหลวงพ่อโตไว้ก่อนครับ องค์หลวงพ่อโตวัดหลักสี่เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินทรายแล้วพอกปูน ปางมารวิชัยมีหน้าตักกว้าง 81 นิ้ว ส่วนสูง 99 นิ้ว เมื่อนำมาบวกกันแล้วตรงกับเลข 9 ถือว่าเป็นเลขมงคลครับ

สำหรับองค์หลวงพ่อโตสันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นสมัยอู่ทอง ส่วนองค์หลวงพ่อโตตามเหตุผลไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้าง แต่ขอเล่าเรื่องราวความเป็นมาขององค์หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ฯ ให้ฟังอาจจะยาวนิดหนึ่งครับ หนุ่ม-สุทนขอย้อนหลังกลับไปบริเวณพื้นดินอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ทำไมต้องย้อนกลับมา เป็นคำถาม!!! คำตอบคือครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในเขตอำเภอสี่หมื่น มณฑลราชบุรีหรือจังหวัดราชบุรีทุกวันนี้ ครั้งนั้นราษฎรได้บอกให้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของการเดินทางไกลมาติดต่อราชการที่อำเภอสี่หมื่น เมื่อราษฏรเดือดร้อน จึงได้ย้ายอำเภอสี่หมื่น แล้วมาตั้งบริเวณวัดร้าง แต่ก่อนจะสร้างที่ว่าการอำเภอบางคนทีอันนี้น่าสนใจมาก ๆ ปรากฏว่าบริเวณวัดร้างมีองค์พระพุทธรูป 2 องค์ประดิษฐานคู่กัน ด้านผู้ที่รับผิดชอบก็บอกไปตามวัดต่าง ๆ ถ้าหากต้องการพระพุทธรูปไปประดิษฐานก็มาอัญเชิญไปได้ และแล้วก็มี 2 วัดมาอัญเชิญองค์พระพุทธรูปไปคือ

1.หลวงพ่อแฟงวัดดอนมะโนรา สมัยนั้นน่าจะอยู่ในเขตอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันเป็นอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อโตประดิษฐานวัดดอนมะโนรา

2.หลวงพ่อสายวัดหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร อัญเชิญหลวงพ่อศิลาหินทรายมาประดิษฐาน ณ วัดหนองสองห้อง แล้วเชื่อว่าน่าจะเป็นองค์พระพุทธรูปสมัยเดี่ยวกันคืออู่ทอง

เรากลับมาที่วัดหลักสี่ฯ ริมคลองดำเนินสะดวกเขตอำเภอบ้านแพ้ว ขอย้อนหลังกลับไปอีกครั้งหนึ่งประมาณ 65 – 70 ปีน่าจะได้ ในปี พ.ศ. 2470 คุณยายแจ่ม วาสุกรีได้บริจาคที่ดินเพื่อจัดสร้างวัดหลักสี่ฯ ขึ้นมาแล้วก็เรียกตามชื่อหลักเขต “วัดหลักสี่” พอสร้างวัดแล้วเสร็จได้นิมนต์หลวงพ่อแฟงวัดดอนมะโนรา ซึ่งท่านเคยเป็นลูกศิษย์เอกของหลวงพ่อคงวัดบางกะพ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อหลวงพ่อแฟงจะมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหลักสี่ก็ต้องอัญเชิญองค์หลวงพ่อโตมาด้วย ปรากฏว่าชาวบ้านดอนมะโนราไม่ยอมมีเรื่องราวใหญ่โต แต่แล้วก็จบด้วยดี หลวงพ่อแฟงอัญเชิญองค์หลวงพ่อโตมา “วัดหลักสี่” แต่เดิมประดิษฐานในเพิงสังกะสีมุมโรงเรียนวัดหลักสี่ หันพระพักตร์ไปด้านคลองดำเนินสะดวก ทุกวันพ่อค้าแม่ค้าพายเรือ แจวเรือจะแวะขอโชคลาภแล้วก็ถูกหวยใต้ดินกันมากทุกงวด (เรื่องเล่าขานเมื่อครั้งอดีต) ก็ทำให้เจ้ามือหวยใต้ดินไม่พอใจ ทำคุณไสยด้วยตะปูตอกหลังองค์หลวงพ่อโต แล้วอยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อแฟง ท่านเห็นวัดเงียบเหงาก็เดินตรวจตรามาถึงองค์หลวงพ่อโตเห็นตะปูตอกย้ำในองค์ท่าน หลวงพ่อแฟงตั้งจิตอธิษฐานถอนตะปูออกและต่อมาจึงได้สร้างมณฑปประดิษฐานองค์หลวงพ่อโตใกล้ ๆ กับกุฏิพระจะได้ดูแลองค์หลวงพ่อโตได้สะดวกมากขึ้น

ชาวแฟนเพจและนักอ่านทุกท่านครับ น่าไปกราบบูชาขอพรองค์หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ฯ ริมคลองดำเนินสะดวก อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ผมไปมาแล้วหลายครั้งมาก ตั้งแต่ยังไม่มีถนนเข้าถึงวัดผมเดินตามเส้นทางเท้า มากด้วยสวนมะพร้าวน้ำหอม สวนผลไม้โดยเฉพาะสวนพุทรา เมื่อถึงวัดหลักสี่ได้พูดคุยกันกับหลวงพ่อแฟงตอนนั้นท่านนั่งอยู่ด้านหลังองค์หลวงพ่อโต ตอนนี้ท่านมรณภาพแล้วครับ สมัยนั้นถ้าจะมาทำบุญกันต้องมาทางเรือในคลองดำเนินสะดวกครับ วันนี้หนุ่ม-สุทนเขียนเล่าเรื่ององค์หลวงพ่อโตวัดหลักสี่ยาวเหยียด อยากให้ชาวแฟนเพจนักท่องเที่ยวได้อ่านครับ แล้วจะรู้เรื่องราวของหลวงพ่อโตพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของแต่ละบุคคล วันนี้ขอบคุณและสวัสดี

เรื่องและภาพโดย : หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์

แฟนเพจเฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/sutonfm100.5/

#ติดตามฟังเรื่องราวการเดินทางเที่ยวทั่วไทยทางคลื่นข่าว100.5fm

#ทุกวันอาทิตย์เวลา 10.10-11.00 น.

#คนรักษ์กาแฟ #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

อ่านต่อ

วัดพระนั่งดิน อ.เชียงคำ จ.พะเยา

พี่หนุ่ม-สุทน ได้เดินทางไปเที่ยว อ.เชี่ยงคำ จ.พะเยา เข้าไปวัดพระนั่งดินเพราะวัดนี้น่าสนใจมากๆ ครับ โดยเฉพาะองค์พระพุทธรูปนั่งประดิษฐานที่พื้นดินแปลกมากครับ

องค์พระนั่งดินหรือพระเจ้านั่งดินมีตำนานเล่าเรื่องราวสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นพี่หนุ่ม-สุทน ได้เก็บเรื่องราวมาเล่าให้แฟนๆ ฟังนะจ๊ะ โดยเริ่มต้นสมัยพุทธกาลกล่าวกันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บนดอยในเขตเมืองเชียงชะราวหรือเมืองพุทธรส ครั้งนั้นเจ้าเมืองพุทธสรคือพญาคำแดงเห็นว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นมงคลยิ่งของชาวบ้านและชาวเมืองพุทธรสและพญาคำแดงเห็นว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาน่าจะทำสิ่งที่เป็นมงคลแก่เมืองพุทธสร จึงได้ร่วมกับพระอรหันต์และท่านฤาษี ประกอบพิธีขอเหล่าเทวดาและเจ้าป่าเจ้าเขาเพื่อช่วยกันปั้นรูปเหมือนพระพุทธเจ้าด้วยดินอันเป็นมงคลฤกษ์ ตามตำนานกล่าวว่า

นำดินมาจากเมืองศรีลังกาเพื่อนำมาปั้นรูปเหมือนพระพุทธเจ้า พอปั้นแล้วเสร็จพระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรและทรงตรัสว่าไม่ค่อยเหมือนและทรงโปรดให้เอาดินเติมแต่งเพื่อให้เหมือนกับพระองค์ เมื่อเป็นเช่นนี้องค์รูปเหมือนก็เคลื่อนลงมานั่งอยู่กับพื้นดิน จึงเป็นที่มาของคำว่าพระเจ้านั่งดิน และพระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้ว่าองค์รูปเหมือนหรือพระเจ้านั่งดินจะอยู่คู่กับศาสนาพุทธนานถึง 5,000ปี และทรงทำนายอีกว่าเมืองนี้จะรุ่งเรืองด้วยทรัพย์สิน ต่อมาเมืองพุทธรสได้จัดสร้างองค์พระธาตุเพื่อล้างบาป(สมัยนั้นยังไม่ใช้คำว่าบุญกุศล)และกล่าวกันว่าพบแร่ทองคำไหลมาตามลำน้ำด้านหลังองค์พระธาตุล้างบาปจึงเปลี่ยนชื่อเมืองว่าเชียงคำครับ สำหรับวัดพระเจ้านั่งดินและองค์พระเจ้านั่งดินประดิษฐานในวิหารสร้างได้สวยงามมากๆ

ส่วนเรื่องราวขององค์พระเจ้านั่งดินยังมีเรื่องราวเล่าต่อครับ ขอย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 40-50ปี ที่ผ่านมามีญาติโยมเดินทางมาขอพรพระเจ้านั่งก็เห็นว่าพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่กับพื้นดินดูไม่เหมาะสม จึงได้ดำเนินการจัดสร้างฐานรองรับและอัญเชิญพระเจ้านั่งดินขึ้นประดิษฐาน ปรากฎว่ารุ่งเช้าเมื่อเจ้าหน้าที่วัดพระนั่งดินเปิดวิหารตามปกติก็พบองค์พระเจ้านั่งดินก็ลงมานั่งพื้นดินเช่นเดิมครับแปลกแต่จริงครับและยังคงเล่าขานกันถึงทุกวันนี้นะเจ้าค่ะ และต่อมาทางวัดพระนั่งดินได้จัดสร้างตู้กระจกใสๆ ครอบให้เห็นองค์พระเจ้านั่งดินถึงทุกวันนี้แหละครับ ทุกวันนี้คำว่าพระเจ้านั่งดินก็หายไปเหลือแต่พระนั่งดิน ส่วนชื่อวัดก็เรียกวัดพระนั่งดินเจ้าค่ะ

วัดพระนั่งดินทุกวันนี้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวกันมากก็ทำให้วัดพระนั่งดินเจริญรุ่งเรืองตามกาลเวลา โดยเฉพาะบริเวณวัดดูสะอาดดี และมีองค์พระมหาธาตุเจดีย์จัดสร้างได้สวยงามดูเด่นชัดและสง่างามครับ รักนะเมืองเชียงคำหรือ อ.เชียงคำ มีวัฒนธรรมของการแต่งกายชาวไตหรือชาวไทลื้อดูได้จากร้านค้าเสื้อผ้าสวยๆ งามๆ ในบริเวณลานวัดพระนั่งดินเจ้าค่ะ พี่หนุ่ม-สุทนขอจบเรื่องเล่าขานตามตำนานของวัดพระนั่งดินเด้อ

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน
#รักษ์เที่ยว #รักษ์ทะเลไทย
#รักษ์สุมทรสงคราม #รักษ์ตัวเองนะ
#คนรักษ์กาแฟ #bigmaptravel
#เที่ยวเพลิน #tourismlocallife
#STNewsThailand

อ่านต่อ
1 2 3
Page 1 of 3
error: Content is protected !!