close
FOLLOW US ON 

ไปเที่ยวทะเลกัน

กราบขอพรศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง ล่องเรือชมวิถีชีวิตคนปากน้ำปราณ

  • เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทนพาไปปากน้ำปราณและศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์)สุขสันต์วันพฤหัสที่ 12กรกฎาคม2562 วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน ขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปเที่ยวอ.ปราณบุรี ต้องได้ทำ2สิ่งนี้

  • 1.ล่องเรือปากน้ำปราณดูทัศนียภาพ2ฝั่งแม่น้ำมีเรือชาวเลหรือชาวประมงพื้นบ้านและเรือชาวประมงน้ำลึกหรือที่เราเรียกชาวตังเกนั้นแหละยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงทุกวันนี้ แม่น้ำปราณอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าชายน้ำและหอยนางรมเกาะตามรากไม้มีมาตามธรรมชาติแนวยาวเหยียดของป่าไม้ชายเลนประมาณ1ก.ม และชาวบ้านมาแคะหอยนางรมได้ไม่มีเจ้าของ แล้าเอาไปขายได้ราคาดี๊ดีนะจ๊ะ นี่คือธรรมชาติสร้างสรรค์ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชม

  • 2.ไปขอพรศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง ตั้งอยู่บนเนินเขาเขตหมู่บ้านท่าลาดกระดานต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ศาลเจ้าแม่ทับทิมทองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันชาวเลและชาวประมงจะเดินทางมาขอพรกันมากและด้วยความเชื่อเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา เรือประมงเข้าหรือออกแม่น้ำปราณเพื่อออกไปหาปลาในท้องทะเล จะเจอ จระเข้ตัวใหญ่ด้านหน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง จึงเชื่อว่าเป็นศิษย์ของเจ้าแม่ทับทิมทอง สำหรับการสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง มีเรื่องราวเล่าขานสืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้ ขอย้อนอดีตเมื่อประมาณ 200กว่าปีที่ผ่านมา สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีเรือสำเภามาส่งสินค้าเมืองปากน้ำปราณบุรีและมีชายชราเป็นชาวจีนอาศัยมากับเรือสำเภา เพื่อตามหาลายแทงสมบัติของเจ้าแม่ทับทิมทอง แล้วได้ขึ้นมาบนเขาลูกนี้ก็พบไห2ใบตามลายแทง จึงได้จัดสร้างศาลเจ้าแม่ทับทิมทองบริเวณที่พบไหครับ ศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง นอกจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีทัศนียภาพสวยงามโดยเฉพาะช่วงแสงอาทิตย์ลับขอบทะเลถ่ายภาพเห็นแม่น้ำปราณและวิถีชาวเลปากน้ำปราณ

(เพิ่มเติม…)

อ่านต่อ

ชมวิถีชีวิตคนปากน้ำปราณ ที่ยังคมแบบเดิมๆ หอยนางรมธรรมชาติยังมีให้เก็บได้ คือความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน ไปล่องเรื่อปากน้ำปราณบุรีสัมผัสสายน้ำและวิถีชาวเล  วันนี้วันพุธที่ 3 กรกฎาคม2562 พี่หนุ่ม-สุทนเดินทางไปล่องเรือปากน้ำปราณพร้อมกับคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์ เพื่อเก็บเรื่องราวต่างๆ มาฝากทุกคนที่สนใจเดินทางไปเที่ยว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

พลาดไม่ได้ต้องล่องเรือที่ปากแม่น้ำปราณ เรือล่องเข้าไปในแม่น้ำปราณและ2ฝั่งแม่น้ำสายนี้ยังคึกคักด้วยวิถีชาวเลหรือชาวประมงมี 2ประเภท1.ชุมชนชาวเลปากน้ำปราณ มีเรือออกหาปลาในยามค่ำคืนเป็นเล็กๆ เรียกประมงพื้นบ้าน สำหรับเรือประมงขนาดใหญ่เรียกเรือประมงน้ำลึก เดินทางออกหาปลาโดยใช้อวนลากจับปลาในทะเลทั้งวันทั้งคืนหรือหนึ่งอาทิตย์ แล้วกลับมาเทียบท่าเรือ เรียกท่าปลามีกิจกรรมซื้อขายปลาให้กับพ่อค้า แม่ค้าแล้วเรือล่องผ่านท่าปลาแม่น้ำปราณไปและเข้าสู่อีกวิถีชาวเลอยู่ริมแม่น้ำปราณ  พร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายน้ำซึ่งไม่ใกล้จากปากน้ำปราณมากนัก ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ อู้หู? รากไม้แนวทางยาวประมาณ1 ก.ม. มีหอยนางรมมาเกาะเองตามธรรมชาติมันว้าว ว้าว มากๆ มีหอยนางรมมากจัง?

บ่งบอกถึงระบบนิเวศน์ของป่าไม้และสายน้ำยังคงมีความสะอาดอยู่ หอยนางรมบริเวณริมฝั่งน้ำชาวบ้านมาแคะตัวหอยนางรมเอาไปขายได้เฉพาะหอยนางรมตัวใหญ่เท่านั้น นี้แหละอีกหนึ่งอาชีพใครๆ ก็มาแคะตัวหอยนางรมได้ เพราะริมป่าชายเลนในแม่น้ำปราณเป็นเขตสงวนห้ามตัดไม้ทำลายป่า ส่วนหอยนางรมชาวบ้านทุกคนมาแคะตัวหอยนางรมได้ค่ะ แต่ต้องช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติเอาไว้ให้นานแสนนานนะขอบอก เรือล่องผ่านไปมองธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำ เห็นเรือนำเที่ยวที่พานักท่องเที่ยวเดินทางออกทะเลไปถึงเกาะนมสาวในทะเลเขต อ.สามร้อยยอด เรือลำนี้รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติไปจอดท่าเรือแล้วนักท่องเที่ยวขึ้นบนเกาะนมสาวมีกิจกรรมให้อาหารลิงและขอพรศาลเจ้าแม่นมสาว มีบริการอาหารกลางวันด้วย ส่วนเรือล่องที่นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์มองภูเขาเชื่อมติดทะเลด้านบนคือศาลเจ้าแม่ทับทิมทอง ทุกคนยกมือไหว้ขอพรเพราะเป็นศาลเจ้าเก่าแก่มีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวของศาลเจ้าแม่ทับทิมทองบนเขาปากน้ำปราณแล้วจะเล่าเรื่องให้ฟังนะจ๊ะต้องติดตามตอนต่อไป มาล่องเรือกันต่อครับ เรือพาวนกลับมาทางปากอ่าวครับ

เริ่มมีคลื่นลมและได้ยินเสียงในคณะสื่อมวลชนตะโกนบอกพอแล้ว พอแล้ว กลับได้แล้วฮะฮ่าๆ เห็นทะเลใจหาย กลัวคลื่นลมแรง และแล้วเรือก็หันกลับมาจอเกยทรายทุกคนขึ้นจากเรือและถอดเสื้อชูชีพให้เจ้าของเรือแบบสบายใจพร้อมความสนุกสนาน การล่องเรือปากน้ำปราณตามชื่อชาวเลเรียก ถ้าหากทางราชการเรียกปากน้ำปราณบุรีครับ สำหรับนักท่องเที่ยวสนใจจะไปเที่ยว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-513885 หรือ032-513871 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. และขอบคุณ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ที่นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์ไปเก็บข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้ครับ

#ชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์  #เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน #bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #สำนักงานประจวบคีรีขันธ์

อ่านต่อ

เที่ยวเขากะโหลก ปราณบุรี ต่อด้วยสามร้อยยอด เงียบสงบใครรักความสงบเชิญที่นี่ได้จ้า

เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทนจากหาดทรายสามร้อยยอดถึงหาดปราณบุรี วันนี้วันอังคารที่ 2กรกฎาคม2562 พี่หนุ่ม-สุทนขอแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวหาดทรายสีนวลๆ ในเขต อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถ้าหากมีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวและพักแรมมีที่พักให้เลือกหลายแห่งริมถนนกั้นหาด

พอรุ่งอรุณยามเช้าๆ ออกมาพักผ่อนรับแสงตะวันว้าวๆ สดชื่นมากๆ บริเวณชายหาดชายทะเลและเดินรับลมทะเลพัดผ่านเย็นสบายๆ หรือจะเดินเล่นไปถึงชุมชนชาวเลสุดชายหาดเพลิดเพลินมองวิวทิวทัศน์เห็นเกาะเล็ก เกาะใหญ่ในทะเลแบบบรรยากาศยามเช้าก็ได้เช่นกันและพอได้เวลาอาหารเช้า 07.30 น. กินอาหารเช้าแล้วเสร็จ เดินทางต่อไปวนอุทยานเขากะโหลกเขต อ.ปราณบุรี

แวะวัดเขากะโหลกก่อนเป็นวัดเก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่5 และมีหลวงปู่หว่าง เป็นเจ้าอาวาสสมัยนั้น หลวงปู่หว่างท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำเขากะโหลกทุกค่ำคืน จนถึงวันละสังขาร ถ้ำเขากะโหลกตรงข้ามวัดเขากะโหลกเข้าชมได้ครับ และปัจจุบันทางวัดเขากะโหลกได้สร้างวิหารประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่หว่างและรูปหล่อรัชกาลที่5 ประดิษฐานภายในวิหารที่จัดสร้างเป็นศิลปะแบบอินเดียและศิลปะไทยดูสวยงามมาก นักท่องเที่ยวควรจะเดินชมรอบๆ ตัววิหารด้วย ส่วนด้านหน้าวิหารมียักษ์ใหญ่2ตน ยืนอยู่เพื่อดูแลบริเวณวิหารสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัดเขากะโหลก เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมวิหารและก่อนเข้าวิหารก็จะถ่ายภาพตัววิหารและยักษ์ใหญ่2ตนนี้ด้วย วัดเขากะโหลกและวนอุทยานเขากะโหลกอยู่ติดกันจึงเที่ยวได้2สถานที่ ตั้งอยู่ในเขต อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

เสร็จแล้วขึ้นชมวิวทิวทัศน์บนเขากะโหลกและบริเวณหาดทรายมีการปรับปรุงพื้นที่หาดทรายดูแลความสะอาดได้ดีเยี่ยมทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวหาดทรายเขากะโหลกชื่นชอบธรรมชาติและวิวทิวทัศน์ของเขากะโหลก

สำหรับนักท่องเที่ยวสนใจจะเดินทางไปเที่ยวหาดทรายสามร้อยยอดและหาดทรายเขากะโหลก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 032-513885 หรือ 032-513871 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. และขอบคุณ ททท.สนง.ประจวบคีรีขันธ์ที่นำคณะสื่อมวลชนชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์เดินทางไปเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ครับ

 

#ชมรมนักข่าวท่องเที่ยวออนไลน์

#เก็บเรื่องมาเล่าโดยหนุ่มสุทน

#bigmaptravel #เที่ยวเพลิน

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

อ่านต่อ

ภูเขาสู่ทะเล และประวัติศาสตร์ พี่หนุ่ม-สุทน พาเดินทางท่องเที่ยวตามโปรแกรมไปจ.ระยอง ฮิฮิ

(เที่ยวทั่วไทยไปกับพี่หนุ่ม-สุทน เดินทางไปเที่ยวเมืองระยอง จากภูเขาสู่ทะเลและประวัติศาสตร์เมืองระยอง) วันนี้พี่หนุ่ม-สุทน พาเดินทางท่องเที่ยวตามโปรแกรมไป จ.ระยอง พี่หนุ่ม-สุทน ขอเริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร

โดยเริ่มต้นออกเดินทาง 08.00 น. คณะของพี่หนุ่ม-สุทน ครั้งนี้ไม่ธรรมดาครับต้องติดตาม  ทั้งหมดมี 10ชีวิต วัยสูงอายุนิดๆฮ่าๆ และวัยรองมา 40 ปีขึ้น และวัย30 ปี ส่วนวัยรุ่น 25 ค่า เงียบบ้างฮ่าๆ บ้างมีทุกรสอยู่ในทริปนี้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องขำขำเห่ฮาเล่าขานกันเองนะในคณะของเรา  รถตู้ปรับอากาศแอร์เย็นสบาย แล้วแวะระหว่างทางคือมอเตอร์เวย์

                    

เดินทางต่อ จุดหมายคือประวัติศาสตร์ในวัดลุ่มมหาชัยชุมพลตัวเมืองระยอง บริเวณวัดลุ่มมหาชัยชุมพลมีศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและต้นสะตืออายุ 300กว่าปี ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเมื่อปี2309 สมัยนั้นพระยาตากสินหรือพระยาวชิรปราการ ได้รวบรวมผู้กล้าหาญประมาณ 500 ชีวิต ตีฝ่าวงล้อมของทัพพม่า ออกจากกรุงศรีอยุธยาไปรวบรวมเสบียงอาหารที่ชุมชนบ้านโพธิ์สาวหาร แล้วเดินทัพไปบางคล้าฉะเชิงเทรา ไปเมืองบางละมุงแล้วเข้าเมืองราย็องหรือ จ.ระยอง เจ้าเมืองให้การต้อนรับอย่างดี แล้วพักทัพและผูกช้างไว้ต้นสะตือ มีฝึกเหล่าทหารเพื่อกลับไปกอบกู้เอกราชกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาให้ได้และบริเวณนี้เหล่าทหารได้พร้อมใจกันสถาปนาให้พระยาตากสินขึ้นเป็นพระเจ้าตากสินแม่ทัพใหญ่แล้วนำทัพไปเมืองจันท์หรือเมืองจันทบุรี (เรื่องราวเมืองจันทร์มีอีกมากพี่หนุ่ม-สุทนขออนุญาตไว้แค่เมืองระยอง)

                   

และจุดที่2 ไปถนนยมจินดา พี่หนุ่ม-สุทนพาเดินข้ามสะพานแม่น้ำระยองเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์เมืองเก่าริมแม่ระยอง คณะเราแวะกินก๋วยเตี๋ยวร้านบ้านไม้เก่าแก่คู่กับเมืองเก่าระยองหัวมุมถนนยมจินดา แล้วเดินทางไปเที่ยวชมตึกโบราณย่านถนนยมจินดา มีบ้านเจ้าเมืองและตรงข้ามร้านกาแฟโบราณแต่ไม่โบราณเพราะบรรดาวัยรุ่นมานั่งร้านนี้กันมากขอบอก  ราย็องมีกาแฟโบราณและอาหารหลากหลายอย่างตามเมนู พอแล้วเสร็จเดินทางต่อจุดหมายคือร้านกาแฟสด รถตู้วนเวียนอยู่ในตัวเมืองระยอง ได้ยินเสียงบอกจากน้องดาวหน้าตาอิ่มเอิบว่า ร้านกาแฟเปิดบ่าย 3โมง คอกาแฟสดผิดหวังฮิ ฮะฮะ เดินทางต่อเพิ่มความหวังจะได้ดื่มกาแฟสดกับน้องวิสาวชาวเมืองน่านและพี่หนุ่ม-สุทนตั้งใจเต็มที่ ณ ตลาดบ้านเพ บอกรถตู้จอดๆ หน้าร้าน แป่ว?ใจหายแวบๆ (ร้านปิดค่า )

                       

             

             

เริ่มต้นกันใหม่เดินทางต่อเข้าที่พักนะทุกคนบอก “ได้ค่า”  พี่หนุ่ม-สุทนพาหลงทางฮ่าๆ ไม่เป็นไรใช้บริการ GPS ผู้นำทางโดยน้องดาวบอกเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาถึงนะจ๊ะ ว้าวที่พักติดชายหาด ต.ชากพง อ.แกลงระยอง ทุกคนเลือกห้องพักจนพอใจ จุดหมายที่3 ซื้ออาหารทะเลสดๆ ตลาดบ้านเพ ผ่านหาดแม่พิมพ์นักท่องเที่ยวเดินทางมาลงเล่นน้ำทะเลกันมากช่วงนี้อากาศร้อนคณะเรามองวิวทิวทัศน์สวยงามอยากลงไปเล่นน้ำทะเล แต่ต้องไปถึงตลาดบ้านเพ น้องดาวแม่บ้านใหญ่ จ่ายสตางค์แล้ว สั่งการ แยกกันไปซื้ออาหารสดนะ กุ้ง ปูและปลา ขอบอกว่าตลาดบ้านเพอาหารทะเลสดๆ ราคาไม่แพง นักท่องเที่ยวมาซื้อกันมากมาย ส่วนน้องอ้อม สาวเมืองเชียงใหม่พี่ใหญ่ของคณะ ต้องมีเครื่องดื่มเบียร์ 6 กระป๋องใหญ่555 ดื่มผู้เดียวถึงเที่ยงคืนครับ และทุกวัย ทุกคน ร่วมกันปิ้งๆย่างๆ ส่วนพี่หนุ่ม-สุทนมีหน้าที่กินครับ

              

              

               

 

               

รุ่งขึ้นวันใหม่ ทุกวัยตามสะดวกใครชอบแบบไหนจะเดินเล่นหาดทราย จะลงน้ำทะเล ถ่ายภาพสวยงามชายหาดทะเลเงียบสงบน่าลงเล่นน้ำคล้ายๆ เป็นหาดส่วนตัวแต่ไม่ใช่ นักท่องเที่ยวมาลงเล่นน้ำได้และ11โมง คณะเราออกเดินทางไปกินอาหารเที่ยงร้านผัดไทครูไกร เสร็จแล้วเดินทางกลับแวะซื้อของฝากตลาดบ้านเพ สำหรับจุดหมายปลายทางยังอยู่ในใจ เส้นทางกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางเข้าตัวเมืองระยอง และแล้วสายตาพี่หนุ่ม-สุทน มองเห็นร้านกาแฟสดเก๋ๆ บอกรถตู้จอดแวะทันที ร้านกาแฟสด ทุกคนแยกกลุ่มตามอายุโดยมิได้นัดหมายฮ่าๆ เป็นตามนี่จริงๆนะ พี่หนุ่มเลยต้องนั่งคนเดียวซะงั้นครับ ได้เวลาแล้วคณะเราเดินทางกลับกรุงเทพฯด้วยความปลอดภัยถึงประมาณ 17.40 น. ความสุขเล็กๆ ของคณะทั้ง 10ชีวิตแสวงหาความสุขสนุกสนาม สมความตั้งใจของพี่ใหญ่ของคณะคือน้องอ้อมยุดากรและน้องๆ ร่วมทริป การเดินทางครั้งนี้ และขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานระยองได้มอบเสื้อเก๋ๆ ของททท.ให้ทุกคนในคณะ ด้วยความประทับใจ

               

แถมท้ายพี่หนุ่ม-สุทน ขอเล่าอีกนิด ตอนเย็นระหว่างรอน้องๆ ทำอาหารทะเลสดๆกันอยู่นั่น พี่หนุ่ม-สุทน ได้ออกมาวัดพลงไสวเพื่อเก็บข้อมูลมาเล่าเรื่องราวให้ฟัง วัดพลงไสว ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง ขอย้อนกลับไปสมัยร.5 ปี2436 ครั้งนั้นมีพระภิกษุสงฆ์นามว่าหลวงพ่อวาด อินทโชติ ท่านเดินทางโดยทางเรือมาจากเมืองตราด เพราะสมัยนั้นทหารฝรั่งเศสยึดอำนาจเมืองตราดอยู่ หลวงพ่อวาดเป็นพระวิปัสสนา นั่งสมาธิแล้วไม่สงบนิ่ง ท่านจึงได้พาญาติโยมเดินทางมาเพื่อแสวงหาสถานที่สงบสุขจนกระทั่งมาถึงอ่าวชากพง สมัยนั้นเป็นป่า ไม่มีผู้คนอาศัย ญาติโยมจับจองที่ดินทำมาหากิน สำหรับหลวงพ่อวาด ท่านหาสถานที่สงบนิ่งแล้วนั่งสมาธิ ปรากฎว่ามีพายุพัดมา ชาวบ้านช่วยกันสร้างกุฏิเล็กๆ พออาศัยอยู่นั่งสมาธิ และต่อมาร่วมกันสร้างวัดขึ้นมาในปี 2448 หลวงพ่อวาด อินทโชติเป็นเจ้าวาส ท่านนั่งสมาธิกรรมฐานจนได้ชื่อว่ามีเมตตาธรรมสูงและวิทยาคมแก่กล้า พูดน้อยมีบารมีมาก นักเลงโตกลัวอำนาจบารมีท่าน และท่านรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับชาวบ้านในละแวกนี้ เมื่อชาวบ้านมาขอพรและถามไถ่สิ่งใดก็ตาม หลวงพ่อวาด ถ้าพูดออกไปจะเป็นเช่นนั้น ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อวาดวาจาสิทธิ์ หลวงพ่อวาดท่านมรณภาพด้วยวัยชราในปี2487 สำหรับภายในวัดพลงไสว มีรูปหล่อหลวงพ่อวาด และประดิษฐานพระพุทธขัดสมาธิเพชร(พระพุทธสิหิงค์) มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระอุโบสถสีขาวสวยงาม

                         

เดินทางไปเที่ยวกันครับ ระยองยังมีเรื่องราวน่าสนใจให้ค้นหาอีกมากมายครับ

 

อ่านต่อ

เกาะแสมสาร-เกาะขาม ทั้งเกาะขามกับเกาะแสมสารเป็นเกาะในเขตอนุรักษ์ทางทะเล ช่องแสมสาร อำเภอสัตหีบ

sea-03

แสมสาร… เกาะขาม… แสมสาร… เกาะขาม… หากเลือกยังไงก็เลือกไม่ถูกว่าจะเที่ยวไหนดี แบบนั้นขอแนะนำให้หาเวลาสองวันมาเที่ยวพร้อมกันทั้งสองเกาะ วัดกันให้รู้เลยว่าคุณชอบที่ไหนมากกว่ากัน

ทั้งเกาะขามกับเกาะแสมสารเป็นเกาะในเขตอนุรักษ์ทางทะเลบริเวณที่เราเรียกกันว่า ช่องแสมสาร อำเภอสัตหีบ เป็นทะเลเขตทหารเรือ มีความน่าเที่ยว ชายหาดสวยสะอาด ท้องน้ำสดใส และยังเป็นแหล่งอนุรักษ์ปะการังอีกด้วย ถึงแม้ปะการังเหล่านี้อาจไม่สวยงามเหมือนท้องทะเลทางภาคใต้ด้วยเงื่อนไขของสภาพพื้นที่ แต่ทุกฝ่ายล้วนพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยปัจจุบันเกาะแสมสารอยู่ในความดูแลของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ส่วนเกาะขามอยู่ในความดูแลของกองกิจการพลเรือนกองทัพเรือภาคที่ 1

sea-03

อ่านต่อ

ชายหาดบางแสน ทริปเที่ยวทะเลไปเช้า-เย็นกลับ ห่างจากกรุงเทพมหานครไม่ไกลนัก เพียง 89 กิโลเมตรเท่านั้น

Bang-san

สถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทยคือ ชายหาดบางแสน เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวของประชาชนทุกระดับ และห่างจากกรุงเทพมหานครไม่ไกลนัก เพียง 89 กิโลเมตรเท่านั้น

Bang-san

ถ้าคุณไม่ตกข่าวคงต้องพอรู้มาแล้วล่ะว่าปัจจุบันเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี มีการปรับรูปโฉมหาดบางแสนเสียใหม่ให้สดใสไฉไลกว่าของเก่าซึ่งโดนค่อนขอดมาตลอดว่า เละเทะหมดเสน่ห์ เดี๋ยวนี้หาดบางแสนเลยกลับมาเรียบร้อยน่าเที่ยวอย่างแรง ตลอดแนวหาดร่มรื่นด้วยทิวต้นมะพร้าว เตียงและร่มชายหาดเรียงรายแบบไม่อึดอัดเกินไป มีการแบ่งโซนซึ่งห้ามมีร่มและเตียงเข้ามาบุกรุกเป็นระยะ อาจไม่ได้มีพื้นที่มากมายนักแต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่นี่! ของกินของขายยังคงมีเพียบ ตลอดพื้นที่แลดูสะอาดสะอ้าน หาดทรายดูดีขึ้นผิดหูผิดตา อาจพูดได้ว่าบางแสนกลับมาเป็นทะเลที่เหมาะกับการพักผ่อนสุดสัปดาห์อีกครั้ง ส่วนน้ำทะเลนั้นบอกเลยว่าฤดูหนาวบางแสนจะมีน้ำใสจนหลายคนตกใจ พอถึงหน้ามรสุมน้ำจะขุ่นคล้ำลง นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติซึ่งคงไม่มีใครแก้ได้

อ่านต่อ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ เป็นหมู่เกาะในทะเลอันดามัน อยู่ติดกับชายแดน ไทย – พม่า

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ตั้งชื่อตามพระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เทศาเมืองภูเก็ต ผู้ค้นพบเกาะ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพังงา มีลักษณะเป็นหมู่เกาะในทะเลอันดามัน อยู่ติดกับชายแดน ไทย – พม่า มีพื้นที่ประมาณ 84375 ไร่ ร้อยละ 76 ของพื้นที่เป็นทะเล ส่วนที่เหลือเป็นแผ่นดิน ประกอบด้วยเกาะ 5 เกาะ คือ เกาะสุรินทร์เหนือ เกาะสุรินทร์ใต้ เกาะไข่ (เกาะตอรินลา) เกาะกลาง (เกาะปาจุมบา) เกาะรี (เกาะสต๊อก) และ 1 กองหินปริ่มน้ำ คือกองหินริเชลิว เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 29 ของประเทศไทย

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์นับว่ามีธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งบนบกและในทะเล มีทั้งป่าดิบชื้น ป่าชายหาด ป่าชายเลนมาประจบกับแนวปะการัง แนวปะการังมีความสมบูรณ์ เหมาะสำหรับชมปะการังน้ำตื้น โดยกองหินริเชริว เหมาะสำหรับดำน้ำลึก เป็นแหล่งสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติใต้ทะเล มีปลาหลายชนิด มีโอกาสพบฉลามวาฬ ช่วงเวลาที่เหมาะกับการท่องเที่ยว คือ เดือนพฤศจิกายนถึง เดือนเมษายน และ หอยมือเสือ ปูเสฉวน นกกระแตผีชายหาด นกชาปีไหน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น บ่าง[3]

หมู่เกาะสุรินทร์ จะเป็นเกาะที่วางตัวอยู่ในกลุ่มอ่าวขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงสามารถที่จะเป็น ที่บังคลื่นลมได้ดี ทั้งสองฤดู คือ ฤดูร้อน และฤดูฝน จึงเป็นแหล่งกำเนิดแนวปะการังน้ำตื้น ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านของชาวเลเลกลุ่มสุดท้ายที่ยังดำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมมากที่สุด คือ “มอแกน” หรือ “ยิบซีแห่งท้องทะเล” ประมาณ 200 คนปัจจุบันได้ตั้งหมู่บ้านอยู่ที่เกาะสุรินทร์ใต้ ขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว และบางส่วนทำงานเป็นลูกจ้างของอุทยานฯ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

อ่านต่อ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หมู่ปะการัง ปลาหลากสีสัน น้ำทะเลใสราวกับกระจก

หมู่เกาะสิมิลัน

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา (ที่ทำการอุทยานตั้งอยู่ที่ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง) ครอบคลุมพื้นที่ 80,000 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อ 1 กันยายน พ.ศ. 2525 คำว่า สิมิลัน เป็นภาษามลายูแปลว่า เก้า หมู่เกาะสิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทะเลอันดามัน มี 9 เกาะ เรียงจากเหนือมาใต้คือ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง เกาะปายู เกาะหัวกะโหลก เกาะสิมิลัน และเกาะบางู หมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงามทั้งบนบกและใต้น้ำ มีปะการังที่สวยงามหลายชนิด สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก สามารถพบปลาที่หายาก เช่น วาฬ โลมา ปลาไหลมอเรย์ ช่วงเดือนที่น่าเที่ยวมากที่สุดคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน นอกจากนั้นจะประกาศปิดเกาะ

หมู่เกาะสิมิลัน

อ่านต่อ

หมู่เกาะอ่างทอง อัศจรรย์มวลหมู่เขาหินปูน

ภาพทิวเขาหินปูนกลางทะเลสีเขียวมรกตที่หมู่เกาะอ่างทองได้รับการเผยแพร่สู่โลกกว้างครั้งแรกเมื่อใดไม่มีใครรู้ รู้เพียงว่าปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวบากบั่นมาชมความอลังการของหมู่เกาะในท้องทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีทุกวันตลอดตั้งแต่สายจนถึงเย็นย่ำ นับเป็นหนึ่งในภาพวิวทะเลเมืองไทยซึ่งอลังการติดชาร์ตมากที่สุดภาพหนึ่งด้วย

ด้วยความงดงามแปลกตาของหมู่เกาะอ่างทองนี่แหละ ทำให้หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหมู่เกาะแห่งนี้คงอยู่ในท้องทะเลแสนไกล ต้องนั่งเรือไปนานหลายชั่วโมง ยากแก่การเยี่ยมชม ยากที่คนเบี้ยน้อยหอยน้อยจะเข้าถึง ซึ่งขอบอกว่าใครคิดเช่นนั้น ถือว่าคิดผิดโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นเรื่องตรงกันข้ามทั้งหมด

จากสภาพภูมิศาสตร์ หมู่เกาะอ่างทองอยู่ใกล้แผ่นดินมากกว่าเกาะสมุยกับเกาะพะงันด้วยซ้ำ ใครเคยนั่งเรือเฟอร์รี่สู่เกาะสมุยหรือพะงัน จะพบเห็นหมู่เกาะอ่างทองลอยเด่นเท้งเต้งกลางทะเลท้าทายสายตาให้แปลกใจว่า ความสวยงามระดับโลกอยู่ใกล้แค่นี้เองหรือ

หมู่เกาะอ่างทองได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2523 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 21 ของประเทศ มีเนื้อที่ทั้งหมด 102 ตารางกิโลเมตร โดยแบ่งเป็นพื้นที่ทะเล 84 ตารางกิโลเมตร หรือมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คำว่าหมู่เกาะอ่างทองหมายถึงรวมเกาะทั้งหมด 42 เกาะเข้าด้วยกัน มีที่ทำการอุทยานฯ อยู่บนเกาะวัวตาหลับ ข้อมูลบางแห่งอาจระบุว่าเกาะวัวตาหลับเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของอุทยานฯ แต่ความเป็นจริงแล้วเกาะพะลวยมีขนาดใหญ่กว่า ทว่าพื้นที่เขตอุทยานฯ ครอบคลุมเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งที่เหลือเป็นชุมชน แต่นั่นแหละถึงจะใช้คำว่าเกาะวัวตาหลับมีขนาดใหญ่ที่สุด ความจริงก็ยังเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เมื่อเทียบกับเกาะท่องเที่ยวทั่วไป

ด้วยความที่หมู่เกาะตั้งอยู่ไม่ไกลชายฝั่ง ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แหล่งดำน้ำชมปะการังสวยๆ อีกทั้งทะเลยังรับตะกอนมาจากแม่น้ำตาปีค่อนข้างเยอะแสงส่องไม่สะดวก ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของปะการัง น้ำทะเลก็ไม่ได้ใสปิ๊งราวกระจก แต่มีลักษณะเป็นสีเขียว ยามสะท้อนแสงแดดจึงกลายเป็นทะเลมรกตดูงดงามในอีกรูปแบบ

การมาเยือนหมู่เกาะอ่างทองสะดวกที่สุดทำได้สองทางคือซื้อ Day Trip จากผู้ประกอบการนำเที่ยวบนเกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งมีทัวร์มาที่นี่ทุกวัน (ยกเว้นวันที่สภาพอากาศเลวร้ายจริงๆ) อีกวิธีคือการเหมาเรือสปีดโบ๊ทจากอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือไม่ก็จากเกาะสมุย

สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปแนะนำใช้บริการ Day Trip จากเกาะสมุยสะดวกที่สุด เข้าถึงอรรถรสการเที่ยวพอประมาณ ใครคิดเที่ยว Day Trip เช่นนี้แนะนำว่ามาจากสมุยดีกว่าพะงันนะจ๊ะ เพราะมีเวลาเที่ยวบนเกาะมากกว่า เนื่องจากอยู่ใกล้กว่าใช้เวลาเดินทางน้อยกว่า และราคาประหยัดกว่าคือราว 1,000 บาทต่อคน

มีผู้ประกอบการนำเที่ยวหลายเจ้าบนเกาะสมุย แต่โปรแกรมไม่หนีกันโดยต้องพาชมสองไฮไลท์สำคัญคือจุดชมวิวผาจันทร์จรัส เกาะวัวตาหลับ ซึ่งเป็นจุดที่เห็นหมู่เกาะหินปูนกลางทะเลสีเขียวมรกต และทะเลในที่เกาะแม่เกาะ ซึ่งเป็นทะเลสาบโอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนดั่งสระน้ำสีเขียวมรกตใจกลางหุบเขา พร้อมกิจกรรมพายเรือคายัครอบเกาะแม่เกาะ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกว่าจะพายคายัคหรือไม่ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

อืม… แล้วถ้าไม่ชอบ Day Trip จำกัดเวลาไม่เต็มอิ่ม อยากค้างบนเกาะต้องทำอย่างไร?

คำตอบคือง่ายแสนง่าย บนเกาะวัวตาหลับเป็นที่ทำการอุทยานฯ มีทั้งบ้านพัก ลานกางเต็นท์ และร้านอาหารสวัสดิการเปิดตั้งแต่เช้ายันค่ำ รับรองไม่อดตาย ไปตัวเปล่าก็เพียงพอไม่ต้องหอบข้าวของพะรุงพะรัง เต็นท์กับเครื่องนอนก็ให้เช่าราคามาตรฐานอุทยานฯ วิธีค้างคืนในกรณีไม่เหมาะเรือมาเองก็ให้ไปกับทัวร์ Day Trip จากเกาะสมุยนี่แหละ แจ้งกับเรือก่อนว่าจะค้างบนเกาะวัวตาหลับ นัดวันกลับให้เสร็จสรรพ พอถึงวันค่อยขึ้นเรือกับทัวร์เดียวกับที่เรามา เที่ยวต่อจนครบโปรแกรมหมดวันแล้วกลับสู่เกาะสมุย ช่างง่ายเสียนี่กระไรใช่ไหมล่ะ

ด้วยวิธีเช่นนี้เราสามารถเที่ยวหมู่เกาะอ่างทองโดยไม่จำเป็นต้องค้างคืนที่สมุย จากกรุงเทพขึ้นรถทัวร์ช่วงเย็นเที่ยวแรกสุดประมาณห้าโมงเย็น (ขาไปแนะนำสมบัติทัวร์เพราะจะขึ้นเกาะสมุยที่หน้าทอน ซึ่งเป็นท่าเรือนำเที่ยว) ถึงสมุยตอนเช้าประมาณ 7.30 น. เรือ Day Trip ไปหมู่เกาะอ่างทองจะออกจากท่าเรือหน้าทอน เกาะสมุย ราว 8.30 น. ขณะที่ขากลับตามโปรแกรมเรือ Day Trip ถึงสมุยประมาณ 17.00 น. ทันเวลารถทัวร์มุ่งหน้าสู่กรุงเทพเที่ยวสุดท้ายคือ 17.35 น. (รอบเย็นมีเฉพาะรถของ บขส. โดยรถทัวร์ขึ้นเรือเฟอร์รี่ที่ท่าราชาเฟอร์รี่ลิปะน้อยรอบ 18.00 น.) อย่างไรก็ตามขากลับไม่แนะนำให้วางตารางเวลาจวนตัวเกินไป เนื่องจากทัวร์ Day Trip ค่อนข้างยืดหยุ่น บ่อยครั้งเรือกลับถึงสมุยล่าช้า อีกทั้งมีปัจจัยเกี่ยวกับสภาพอากาศ ดังนั้นหากไม่รีบเร่งเกิน กลับจากหมู่เกาะอ่างทองมานอนสมุยสักคืนสบายๆ มีที่พักราคาประหยัดมากมายบริเวณท่าเรือหน้าทอน

เพียงเท่านี้การเที่ยวหมู่เกาะอ่างทองก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยสักนิดเดียว

ในช่วงก่อนๆ อุทยานฯ จะทำการปิดเกาะในฤดูมรสุมคือเดือนพฤศจิกายน แต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเปิดให้เที่ยวตลอดทั้งปี หากมีมรสุมไม่สามารถมาเที่ยวได้จะแจ้งกับผู้ประกอบการบนเกาะสมุยเป็นครั้งๆ ไป

แล้วบนเกาะวัวตาหลับมีอะไรให้เที่ยวบ้าง?

อันดับแรกสุดและเป็นจุดหมายที่ทุกคนมาเยือนเกาะวัวตาหลับคือจุดชมวิวผาจันทร์จรัส ไฮไลท์โด่งดังระดับโลก กระนั้นวิวสวยย่อมแลกมาด้วยความลำบาก จุดชมวิวผาจันทร์จรัสแบ่งเป็นทั้งหมดสี่ระดับที่ความสูง 100 เมตร 200 เมตร 350 เมตร และ 500 เมตร ระยะทางดูไม่มากนักแค่ครึ่งกิโลเมตร แต่เป็นทางขึ้นเขาลาดชัน 45 องศาตลอดเส้นทาง ดังนั้น… กรุณาทำใจเหนื่อยล่วงหน้า!

ตลอดทางเดิน (และปีน) สู่ผาจันทร์จรัส อุทยานฯ ทำราวเชือกให้ยึดเกาะช่วงพยุงตัวตลอดเส้นทาง กระทั่งประมาณ 50 เมตรสุดท้ายยิ่งเป็นบททดสอบแท้จริง เพราะต้องปีนป่ายขึ้นบนหน้าผาหินปูนสูงชันและมีสภาพแหลมคม ดังนั้นควรเตรียมรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าที่ป้องกันเท้าของคุณมาให้พร้อม ระยะทาง 500 เมตร ใช้เวลาขึ้น-ลง ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งหากมากับทัวร์ Day Trip คุณอาจมีเวลาเพลิดเพลินข้างบนประมาณยี่สิบนาที แต่หากพักค้างแรมบนเกาะวัวตาหลับ จะอยู่ข้างบนสักห้าชั่วโมงก็ไม่มีใครว่า เตรียมของกินไปปิกนิกชมวิวด้านบนยังไหว!

หลังลำบากสาหัสจนถึงจุดชมวิวชั้นสูงสุด ความเหน็ดเหนื่อยเริ่มคลายกลายเป็นความภูมิใจ หายใจลึกๆ ผ่อนลมหายใจยาวๆ ภาพตรงหน้าคือภาพซึ่งนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกล้วนอยากมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง… และคุณทำสำเร็จแล้ว

อย่างไรก็ตามผาจันทร์จรัสไม่ใช่จุดน่าเที่ยวจุดเดียวของเกาะวัวตาหลับ ที่นี่ยังมีถ้ำสวยงามด้วยหินงอกหินย้อย สามารถเที่ยวชมได้สบายบรรยากาศลึกลับแต่ไม่น่ากลัวชื่อถ้ำบัวโบก จากชายหาดอ่าวคา เดินเลียบทะเลไปนิดเดียวจะพบทางขึ้นสู่ถ้ำ ระยะทาง 300 เมตร เตรียมน้ำดื่มไปด้วยล่ะ เพราะต้องเหนื่อยกันอีกรอบ หนทางเป็นทางขึ้นเขาเช่นเดียวกับผาจันทร์จรัส ระหว่างทางมีจุดชมวิวทะเลสวยๆ ซึ่งทางอุทยานฯ จัดทำเป็นศาลาให้นั่งพักเอาแรง เป็นไปได้แนะนำให้พกไฟฉายติดตัวเพราะในถ้ำแม้มีปากปล่องขนาดใหญ่ค่อนข้างโล่งแสงส่องถึงเกือบทั้งหมด แต่มีหลายจุดที่แสงส่องไม่ถึงและในส่วนมืดนี่แหละมีหินงอกหินย้อยงดงามอีกเพียบ รวมถึงบัวโบกอันเป็นหินย้อยลักษณะคล้ายดอกบัวเป็นที่มาของชื่อถ้ำนั่นเอง

หากกายไม่พร้อม ใจไม่ฟิตพอต่อกรกับความเหนื่อย ชายหาดบริเวณอ่าวคาหน้าเกาะวัวตาหลับเป็นสถานที่เล่นน้ำ นอนอาบแดด ทำกิจกรรมต่างๆ ชั้นดี อุทยานฯ จัดซุ้มที่นั่งกับร้านขายเครื่องดื่มรองรับบรรยากาศเยี่ยมยอด ทิวมะพร้าวตกแต่งชายหาดให้กิ๊บเก๋ขึ้น ยิ่งเพิ่งลงมาจากผาจันทร์จรัส หรือถ้ำบัวโบก แล้วมานั่งพักจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ล่ะก็มีความสุขจี๊ดสุดใจ

ยามเย็น ใครค้างที่เกาะจะได้อมยิ้มกับฝูงค่างแว่นถิ่นใต้หลายสิบตัวลงมาหาอาหารบริเวณที่ทำการอุทยานฯ และริมหาดอ่าวคาทุกวันด้วย

แม้เป็นเกาะเล็กๆ แต่ต้องบอกว่าอุทยานฯ ตระเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะร้านอาหาร ลานกางเต็นท์ ห้องน้ำสะอาดสะอ้าน ถึงราคาอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ค่อนข้างสูงเอาเรื่อง (อาหารตามสั่งราดข้าว 80 บาท น้ำเปล่าขวดละ 20 บาท) ทว่าต้องเห็นใจค่าขนส่งต่างๆ โดยรวมแล้วใครได้มานอนพักกางเต็นท์ที่เกาะวัวตาหลับต้องติดใจจนอยากหวนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งสวยและเงียบสงบสมกับเป็นทะเลในเขตอุทยานฯ แตกต่างจากทะเลที่รายล้อมไปด้วยรีสอร์ทมากมายนัก

นอกจากนี้อุทยานฯ สามารถจัดหาเรือหางยาวนำเที่ยวเกาะอื่นๆ และจุดน่าสนใจได้ ควรติดต่อล่วงหน้าหลายวันสักหน่อย ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,500 บาทต่อการเหมาะหนึ่งลำ ใช้เวลาประมาณครึ่งวัน ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นการบริการเสริมให้นักท่องเที่ยว ไม่ได้มีการกำหนดตายตัวจากทางอุทยานฯ ไม่เช่นนั้นใครปีกกล้าพอจะพายเรือคายัคเที่ยวเกาะโน้นเกาะนี้ก็ตามฝีมือเลย

แม้พื้นที่ท่องเที่ยวทั้งหมดภายในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองไม่ได้มีมากนัก ทว่าสำหรับคนที่หลงรักทะเลธรรมชาติ ทะเลที่สามารถเที่ยวได้อย่างสงบ ผ่อนคลาย สบายใจ ปลอดภัย บรรยากาศเป็นกันเอง ปราศจากสิ่งปนเปื้อนรบกวน บางทีหมู่เกาะอ่างทองอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

ในหลายห้วงความรู้สึก วิวทะเลสวยระดับโลกซึ่งเป็นจุดขายจุดตายของที่นี่ บางทีกลับกลายเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ เท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญที่ทำให้หัวใจโหยหาอยากกลับมาเยือนหมู่เกาะอ่างทองคือการที่เราได้โอบกอดธรรมชาติไว้อย่างแนบแน่นต่างหาก

และอ้อมกอดนั้นช่างอบอุ่นเหลือเกิน…

 

อ่านต่อ

หาดปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชายหาดที่ขาวสะอาดที่ทอดยาวประมาณ 3 กิโลเมตร พร้อมบรรยากาศเงียบสงบ

หาดปราณบุรี เป็นหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สถานที่ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวที่จะเลือกมาพักผ่อนด้วยชายหาดที่ขาวสะอาดที่ทอดยาวประมาณ 3 กิโลเมตรพร้อมบรรยากาศเงียบสงบเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลงใหลอยากมาเที่ยวที่หาดปราณบุรี นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกพักโรงแรมรีสอร์ทสวยๆ ที่มีอย่างมากมายเรียงรายตลอดแนวถนนเลียบชายหาดเลือกจองห้องพักสวยๆสักหนึ่งคืนแล้วพาคนรักไปรับประทานอาหารทะเลอร่อยๆสักมื้อรับรองว่าหวานใจของคุณจะประทับใจไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

อ่านต่อ
1 2
Page 1 of 2